Holiday In The Wild ช้างสื่อรัก

Holiday in the Wild ฉลองรักกับป่า (คลิกรับชมผ่าน Netflix ที่นี่) “เคท คอนราด” (คริสติน เดวิส) พยายามทำใจให้สดใสหลังจากลูกชายจากบ้านไปไกลเพื่อให้เข้ารั้วมหาวิทยาลัย โดยจองทริป “ฮันนีมูนรอบสอง” กับสามี แต่แทนที่จะดีใจ เขากลับขอแยกทางกับคุณเสียดื้อๆ เคทจึงเดินทางไปเที่ยวซาฟารีในแอฟริกาคนเดียว โดยนั่งเรือบินนำเที่ยวของ “เดเร็ก ฮอลลิสตัน” (ร็อบ โลว์) ซึ่งเขาเป็นนักบิน ในระหว่างท่องเที่ยวนั้นทั้งคู่ได้เข้าไปช่วยชีวิตลูกช้างกำพร้าที่แม่ถูกยิงตายเพื่อให้ล่าเอางา ทำให้คุณสะเทือนใจจนต้องติดตามการรักษาช้างน้อยตัวนี้ผ่านโครงงานดูแลช้างกำพร้าในแอฟริกา จนแปลงเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตของคุณอีกที

หนังรักใสๆ วัยผู้ใหญ่ผ่านเรื่องราวธรรมชาติของแอฟริกากับน้องช้างน่ารักน่าเอ็นดู(ที่เหมือนช้างไทยไม่ผิด) หนังสร้างตัวละคร “เคท” ให้เป็นแม่คนที่อกหักกับชีวิตคู่ที่จบสิ้นเอาดื้อๆ หลังโดนสามีปลดระวางขอเลิกทันที หลังใช้งานเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูกส่งเสียจนเรียนมหาลัยสำเร็จ ซึ่งเคทเองมีดีกรีเป็นถึงสัตว์แพทย์แต่ต้องทิ้งงานการมาเป็นแม่บ้าน ก็รู้สึกเหมือนชีวิตไม่มีเป้าหมายอีกต่อไป แต่การมาเที่ยวแอฟริกาแล้วได้พบกับลูกช้างกำพร้าที่แม่ถูกฆ่าแย่งเอางาไป ปลุกให้ไฟชีวิตของคุณกลับมามีความหมายอีกที โดยผ่าน “เดเร็ก” ชายหนุ่มหล่อกล้ามโตจิตใจดีที่อาศัยอยู่ในมูลธินิดูแลช้างกำพร้าพวกนี้มาตั้งแต่เด็ก และแอบปิ๊งคุณตั้งแต่ตอนแรกเห็น

Holiday in the Wild
พระเอกหน้าเหมือนๆ คริส เฮมส์เวิร์ท เหมือนกัน
นี่เป็นหนังรักสูตรสำเร็จที่เป็นเส้นตรงนำมากๆ เรียกว่าไม่ต้องเดาหรือลุ้นอะไร หนังวางไว้ให้ยังไงสองคนนี้ก็พบรักปิ๊งกันตั้งแต่ต้นๆ โดยมีลูกช้างกำพร้าที่ต้องการคนดูแลมาเป็นห่วงโซ่เกี่ยวคล้องให้ทั้งคู่ได้ใกล้ชิดกัน หนังมีอุปสรรคนิดๆ หน่อยๆ มีนางร้ายคู่แข่งนางเอกมาขัดขวาง แต่ก็ไม่ได้ตั้งอกตั้งใจวางให้เป็นปมสำคัญอะไร ซึ่งพอมันไม่ต้องลุ้นอะไรอย่างงี้จึงไม่ความรู้สึกว่าอินอะไร มองในมุมแม่หม้ายไฮโซอย่างคุณ การที่มีชายหนุ่มรูปงามกล้ามโตมาปิ๊งในแดนไกล ก็เหมือนๆ พล็อตหนังอีโรติคอดีตกาลยังไงไม่รู้ ซึ่งหนังจงใจให้มีฉากพระเอกถอดเสื้อโชว์แบบกะขายตรงฮาร์ดเซลกันเลยทีเดียว แม้บทพระเอกจะวางไว้ว่าเป็นคนเหงาสันโดษไม่เปิดใจให้ใครง่ายๆ แต่ก็ดูเหมือนมันขัดแย้งกับเรื่องราวที่พระเอกดูจู่โจมเข้าไปจีบนางเอกตั้งแต่ต้นพบ เลยแปลงเป็นพระเอกตัวประกอบในเรื่องราวนี้เท่านั้น

ฉลองรักกับป่า 
ความเกี่ยวเนื่องของนางเอกกับลูกช้างกำพร้าเป็นอะไรที่ดูดีสุดแล้วในหนัง -ฉลองรักกับป่า
หนังให้เวลานางเอกไปกับเรื่องราวการเลี้ยงลูกช้างกำพร้า พร้อมกับช่วยเหลือลูกชายที่ต้องมาพบการหย่าร้างของพ่อแม่แบบปัจจุบันทันด่วน ซึ่งเป็นพล็อตรองของเรื่องที่ดันเด่นกว่าเรื่องความรักกับพระเอกซะอีก ในส่วนของลูกช้างกำพร้าทำออกมาได้น่ารักขี้เล่นดูธรรมชาติน่ารักดี มีการเลี้ยงดูสานสัมพันธ์กับนางเอกที่น่ารักดีต่อใจ รวมทั้งมีเรื่องราวของของครอบครัวช้างในแผนการที่ใช้สถาณที่จริงมาถ่ายทำ หนังถ่ายทอดออกมาให้คนดูได้เห็นความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่กับช้างกำพร้า ซึ่งต้องมีใจให้กับการดูแลสัตว์จริงๆ ถึงมาทำงานนี้ นั่นทำให้นางเอกได้พบสิ่งที่เป็นความฝันหลังกองทิ้งไว้กับการเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูกมานาน และเรื่องราวส่วนนี้ยังถูกผูกปมกับการตัดสินใจเรียนมหาวิทยาลัยของลูกชายคุณ ซึ่งเขาไม่ได้อยากเรียนตามที่พ่อแม่ต้องการ แต่อยากเดินไปตามความฝันของตนเองตั้งแต่ตอนนี้ ทำให้คนเป็นแม่ถึงกับสะอึกเมื่อตัวเองก็พึ่งมารู้สึกตัวว่ากำลังเลือกเดินตามความฝันในวัยกลางคนเช่นกัน และคุณต้องเลือกทิ้งตัวตนเพื่อให้นฝูง สถานะทางสังคมไฮโซทุกอย่างในนิวยอร์ค ซึ่งนี่เป็นอุปสรรคใหญ่อย่างเดียวในเรื่องที่ใส่ไว้ให้นางเอกแก้ และก็ให้คนดูได้มีลุ้นนิดๆ ว่าคุณจะหาทางออกยังไง

หนังเล่นเรื่องราวของความรักของคน แล้วจบลงด้วยความรักสายสัมพันธ์ของคนกับช้าง ซึ่งก็เป็นอะไรที่แฮปปี้ดีต่อหัวใจอยู่ ก็แค่เรื่องราวความรักที่หนังยัดมาตรงๆ มากไป แปลงเป็นดูเฟคไปหน่อย แต่ในส่วนของช้างที่ทำมาจากเรื่องราวที่มีอยู่จริง เป็นอะไรที่ดูประทับใจมีซึ้งและสะเทือนใจเล็กๆ ครับ

ปล.เรื่องราวโครงงานเลี้ยงช้างกำพร้าในแอฟริกาในหนังมีจริง หนังทำมาเพื่อให้กระตุ้นให้คนสนใจช้างแอฟริกาที่เสี่ยงต่อการสูญพันธ์จากการล่า (ช้างแอฟริกามีงาทั้งเพศผู้และเมีย ทำให้ถูกล่ามากกว่าช้างเอเชียที่มีงายาวเฉพาตัวผู้)

ฮาร์ทบีท – เสี่ยงนัก…รักมั้ยลุง

เรื่องย่อ (เล่าแบบไม่ซีเรียสจ้า)
“ชัย” (พี่เคน) ชายหนุ่มวัย 40 มีตังค์ แม้จะไม่รู้ว่าเขาทำงานอะไร อยู่ๆ ฮีก็ก็มาจังหวัดเชียงใหม่แบบไม่รู้สาเหตุ แถมมาพักนานซะด้วย แล้วในวันแรกที่มาพี่แกก็ได้พบกับสาวน้อยวัยใสในชุดมหาลัยอายุคราวหลาน “น้ำหวาน” (พรอย มนสภรณ์) ลูกเจ้าของเกสต์เฮ้าส์น่าอยู่สักแห่งในจังหวัดเชียงใหม่ น้ำหวานดูจะปิ๊ง ชัยตั้งแต่ทีแรกเห็น แต่ก็คงเป็นการกรี๊ดคนหล่อตามภาษาสาวรุ่น แต่ด้วยความที่นางหยอดเก่งเหลือเกิน ลุงชัยที่ว่ากำลังเฮิร์ทๆ อยู่ก็ต้องมีเขวกันบาง แถมยังมีเรื่องราวปาฏิหาริย์ที่เด็กประถมยังเดาได้ตั้งแต่กลางเรื่องมาช่วยด้วยอีกต่างหาก คราวนี้ลุงเสร็จหลาน หรือหลานเสร็จลุง คงต้องไปลุ้นกันในโรงอะครับ อ่อเรื่องมี End Credit แจกโค้ดไอเทมเกม Free Fire ด้วยนะอย่ารีบลุก

ฮาร์ทบีท
ใจบ่ดีเลย
ขณะนี้ขอสับให้ ฮาร์ทบีท แบบระทึกเลย
อย่างที่บอกไปแล้ว ผมนี่หวังกับเรื่องนี้มากเลย ด้วยวัยที่พอๆ กับพี่ชัยนี่แหละ กะไปดูเอาเป็นกำลังใจ ให้ได้กระชุ่มกระชวยที่ไหนได้… หนังไม่ช่วยอะไรลุง(ผม)เลย โธ่

ต่อไปนี้จะขอกล่าวเนื้อหาบางส่วนในหนัง “ฮาร์ทบีท เสี่ยงนัก…รักมั้ยลุง” ให้ฟัง แต่ไม่ถึงกับสปอยหรอก จะเลือกมาที่หนังตัวอย่างพูดไปแล้วละกันครับ

– เปิดเรื่องมานี่เว่อร์มาก หลายอันเลย บางอันก็พอรับได้ บางอันก็หยวนๆ แต่บางอันมันดูรีบไป ไม่รู้ว่าคนเขียบบทจะรีบไปไหน ให้ทั้งคู่พอมีเวลาด้วยกันหน่อยก็ได้ “เรื่องมันเลยไม่ซึ้งไง”  3 ข้อข้างล่างนี้เป็นเหตุการณ์ที่ผมคิดว่าเลือกจังหวะเวลามาไม่ดี ทำให้เราไม่ค่อยอินกับหนังเท่าไหร่

1.ลุงชัย เจอน้ำหวานนัดแรกที่สวมชุดนักศึกษาอยู่ ดันเผือกรู้ว่านางเป็นคนของเกสต์เฮ้าส์เฉย ถามหาห้องว่าง แถมลงหางเสียงว่า “คะ” อีกต่างหาก สาวๆ ในโรงหนังอาจจะกรี๊ดที่พี่เคนพูด “คะ” ได้น่ารักมาก แต่ขอโทษนะครับผู้ชายที่ไหนเขาพูด “คะ” กับคนที่พึ่งเจอะกันนัดแรก แถมไม่รู้จักกันด้วยอะ?

2.น้ำหวานเจอหน้าลุงชัยนัดแรกก็ยิงมุขจีบลุงทันที…มุขอาจจะใช้ได้นะ แต่มันดูห่างไกลความเป็นจริงไปนิดนึง(นิด แบบ ด.เด็กล้านตัวเลยนะ) แล้วนางก็ไม่ได้หยอดทุกครั้งที่เจอลุงด้วย คือถ้าหยอดทุกครั้งคือคิดได้ว่าเป็นนิสัย แต่นี่เดี่ยวหยอด เดี่ยวสุภาพ ลุงเริ่มงงกับบุคลิคหนูแล้วนะขอบอก

3.จากการพบหน้ากับแบบไม่เกิน 1 นาทีในช่วงเช้า ตอนค่ำน้ำหวานได้พบลุงอีกรอบ แต่คราวนี้เลือกคำถามผิดเลยได้ยินว่าลุงมีแฟนแล้ว เท่านั้นแหละ ฟิลของหนังทำออกมาเหมือนนางอกหักแบบจริงจังด้วยนะ คือหน้าเสีย ดนตรีเศร้าขึ้นเลย …ไม่เร็วไปหรอ?

รักมั้ยลุง
อย่าสบตา”ลุง”นาน
– มีหลายจุดที่ใส่รายละเอียดมา “ผิดรึเปล่า?” เหมือนไม่เคยเป็น หรือถามคนที่เป็น เช่น พระเอกขับรถขึ้นเขาแล้วเมารถอ้วก นางเอกถามว่า “ลุง กลัวความสูงหรอ” สุดท้ายลุงเขาก็กลัวจริงๆ นะ แต่…คนอ้วกตอนนั่งรถขึ้นเขาน่ะ มันไม่เกี่ยวกับกลัวความสูงหรอกนะ เท่านั้นยังไม่พอ พอไปถึงยอดเขา พี่เคนก็ไม่กล้าไปดูวิว เพราะกลัวความสูง (อันนี้ถ้าจะหยวนๆ ก็อาจจะได้) คือผมไม่รู้ว่าคนกลัวหนักๆ จะขนาดไหน แต่ผมก็กลัวความสูงนะ แต่การไปดูวิวบนยอดเขาผมไม่กลัวอะ เพราะลานบนที่ดินเขามันเซฟครับ ถ้าให้ผมปีนขึ้นไปบนที่ดินเล็กๆ แคบๆ มีโอกาสตกได้อะครับ ถึงจะกลัว เช่นปีนบันไดลิงสูงๆ หรือไปยืนบนบันไดหนีไฟที่ติดอนู่นอกอาคารในชั้นสูงๆ อะ ผมจะหวิวมากยอมรับ แต่เวลาขึ้นไปดูสมุทรหมอกอะไรพวกนี้ไม่เคยกลัวนะ

– เรื่องราวตัวช่วยที่มาในรูปแบบปาฏิหาริย์ หนังเลือกที่จะเลี่ยงการเอ๋ยถึงในช่วงต้นเรื่อง คงหวังจะให้เซอร์ไพรส์ แต่มุขนี้ไม่ใช่ไม่เคยมีทำให้ใครๆ ก็เดาได้ว่ามันคืออะไร แล้วเดาได้ก่อนเข้ากลางเรื่องด้วยซ้ำผมคิดว่า ถ้าจะทำแค่นี้นะผมว่าปูเรื่องก่อนหน้านั้นให้น่าสนใจ และเข้มข้นขึ้นอีกหน่อยคนดูอาจจะอินกว่า ถึงจะทำให้รู้ว่าเรื่องต่อไปจะเป็นยังไงแต่ถ้ามันดูแล้ว “ประทับใจ” ยังไงมันก็ดี

– นางเอกเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เดี๋ยวหยอดหนัก เดี๋ยวออกห่าง ไม่ใช่นางเอกเล่นไม่ดีนะ ผมว่าหนังวางลำดับเหตุการณ์ได้ไม่ดีเลยต่างหากมัเลยเละ

-เพลงประกอบ ตามฉากทั่วๆ ไปมันก็ดี แต่เพลง “เล่นของสูง” ที่ไปเอาคำว่า “เสี่ยง” ในเพลงมาอยุ่ในชื่อหนังด้วยเนี่ย ดูจะเป็นเพลงที่ไม่กับบรรยากาศหนังที่สุดแล้ว มันไม่ได้เสี่ยงอะไรขนาดนั้นมั้ง

นอกจากนี้ก็มีฉากที่ดูจะไม่ค่อยมีเหตุผลสักเท่าไหร่อยู่เยอะ อย่างมีเจ้าของร้านกาแฟแห่งหนึ่งรู้จัก”เฟิร์น”แฟนพระเอกแต่ไม่เคยเจอนะ ไม่น่าจะรู้จักพระเอก แบบเฟิร์นเคยพูดว่ามีแฟนแล้วแต่ไม่ได้อยู่จังหวัดเชียงใหม่เฉยๆ แต่แล้วอยู่ๆ ตอนที่พระเอกมาที่ร้านกับน้ำหวาน (เฟิร์นไม่อยู่) เจ้าของร้านก็มาทักพระเอกประมาณที่มาร้านนี้ได้เพราะ เฟิร์น หรือ น้ำหวาน? คือเขารู้ได้ไงว่า ชัย เป็นแฟน เฟิร์น? คืองงมาก เหตุการณ์แบบงี้มีอีกหลายจุด ทำให้หนังดูไร้สาระไปเลย ผมผิดหวังมาก

ฮาร์ทบีท

สรุป
อย่างที่บ่นไป ผมว่าบทของ ฮาร์ทบีท ยังไม่ค่อยดีพอ ไทม์ไลน์หนัง หรือการเรียงเนื้อเรื่องก็แปลกๆ บุคลิกตัวละครก็ดูจะไม่พอดี ทั้งหมดทั้งมวลทำให้คนดูไม่ค่อยอินกับหนัง สุดท้ายเลยขาดความประทับใจ คือถ้าดูแบบไม่คิดมากหนังมันก็ได้ได้แย่มาก แต่ก็เรียกไม่ได้ว่าดี เหนือสิ่งอื่นใด ไคล์แม็กซ์ ของหนังอยู่ตรงไหนหว่า ถ้ามีมันคงบางเบาจนไม่รู้สึกเลยว่ามีไหน…

Castlevania SS1-3 ขอเชิญพบกับความดำมืดของจิตใจมนุษย์ที่เหนือกว่าเหล่าปีศาจ

เรื่องย่อ มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินทางมาถึงปราสาทแห่งหนึ่ง เพื่อให้ต้องการเทคโนโลยีและความรู้ใหม่ ๆ เพื่อให้มารักษาคนในหมู่บ้านของคุณ คุณจึงพบกับแดร็กคิวล่าคนที่ครอบครองเทคโนโลยีและศาสตร์มืด แต่การพบพาคราวนี้จึงทำให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้น เมื่อหญิงสาวคนนั้นถูกประหารเพราะเกี่ยวข้องกับศาสตร์มืด จึงทำให้แดร็กคิวล่าเกิดคลั่งไล่ฆ่าประชาชนทั่วไปและหวังจะทำให้มนุษย์สูญพันธ์ จึงเป็นหน้าที่ตระกูลนักล่าแวมไพร์อย่าง Belmont ที่จึงควรมาไล่ล่ากำจัดแดร็กคิวล่าอีกที

[รีวิว+สปอยล์] Castlevania SS1-3 ขอเชิญพบกับความดำมืดของจิตใจมนุษย์ที่เหนือกว่าเหล่าปีศาจ 1

รีวิวซีซั่น 1+2 รวมพลถล่มปราสาทแดร๊กคิวล่า
ถ้าคุณเป็นสาวก แคสเซิลวาเนีย อนิเมชั่นเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่เอาใจแฟน ๆ ได้เป็นอย่างดี การดัดแปลงเนื้อหาให้มีความสมจริงมากขึ้นจากในเกมที่เนื้อเรื่องมีแค่กำจัดแวมไพร์แค่นั้น อนิเมชั่นอาร์ตสไตล์ที่ออกแบบได้มาอย่างดี จะเสียอย่างตรงที่การปูเนื้อเรื่องในซีซั่นแรกที่นานไปหน่อยและจำนวนตอนที่น้อยเกินไป ที่ออกมาเพียง 4 ตอนเท่านั้นและต้องเว้นห่างจากซีซั่น 2 ถึง 1 ปี กล่าวได้ว่าอารมณ์ค้างกันเลยทีเดียว เพราะซีซั่นแรกพึ่งจะได้ปาร์ตี้ไปตบปราสาทแดร็กคิวล่าเอง

[รีวิว+สปอยล์] Castlevania SS1-3 ขอเชิญพบกับความดำมืดของจิตใจมนุษย์ที่เหนือกว่าเหล่าปีศาจ 2ด้านเนื้อเรื่องไม่ค่อยมีอะไรแปลกใหม่สักเท่าไหร่เลยสำหรับยุคนี้ เนื้อหาค่อนข้างวนอยู่กับที่ในช่วงแรกเกี่ยวกับความมืดในจิตใจมนุษย์และความโหดเหี้ยมของศาสนจักร ใครที่ถูกศาสนจักรตีตราว่าเป็นคนชั่ว คนทั่วไปก็จะเชื่อตาม คนรวยที่มีอิทธิพลต่อบ้านเมือง ทาส และความเห็นแก่ตัว พูดได้ว่าเป็นพล็อตที่เราอาจจะเจอในหนังหรือมังงะในสมัยได้ตามธรรมดาเลย แต่พอช่วงซีซั่นสองเราจะได้เห็นการขยายจักรวาลของเรื่องนี้ต่อมันทำให้เรื่องนี้มีความน่าติดตามมากขึ้นถ้าเทียบกับซีซั่นแรก ฝั่งแดร็กคิวล่าไม่ใช่ว่าจะมีแต่แดร็กคิวล่าคนเดียวที่เป็นตัวละครหลัก แต่มีตัวละครหลักเยอะมากถ้าเทียบกับฝั่งตัวเอกที่มีอยู่กันไม่กี่คนโดยเฉพาะการเล่าอดีตความเป็นมายิ่งทำให้ยิ่งเชียร์ฝั่งแดร็กมากกว่าตัวเอกซะอีก ถ้าไม่ติดว่าเป็น Alucard คงเชียร์ฝั่งร้ายไปแล้ว 5555 นี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมฝั่งแดร็กคิวล่ามีความน่าติดตามมากว่าฝั่งตัวเอกอย่างมาก ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นการเอาเนื้อเรื่องจากเกมมาต่อยอดได้อย่างประทับใจอย่างมากเมื่อเทียบกับเนื้อเรื่องเพียงแค่สองบรรทัดหลัก ๆ ในเกม

[รีวิว+สปอยล์] Castlevania SS1-3 ขอเชิญพบกับความดำมืดของจิตใจมนุษย์ที่เหนือกว่าเหล่าปีศาจ 3อนิเมชั่นดีไซน์ยอดเยี่ยมแต่ฉากต่อสู้ยังไม่ค่อยโดนใจซักเท่าไหร่ เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ภาพสวยสไตล์อนิเมชั่นของอเมริกาแต่ มีฉากที่เฟรมวาดนั้นไม่สม่ำเสมอโดยเฉพาะฉากต่อสู้ จึงทำให้บางครั้งรู้สึกหงุดหงิดไปบ้าง และรู้สึกไร้เรี่ยวแรงมากในการต่อสู้แต่ละครั้ง

โดยรวมเรื่องนี้ถ้าใครเป็นสาวกตระกูลแส้ ไม่ควรพลาดอย่างมากเพราะเนื้อหาและจักรวาลที่ทำมาออกมาได้ดี มีการปูบทถัดไปได้อย่างน่าสนใจ ไม่แน่ว่าอาจจะทำเป็น Timeline ต่อมาเรื่อย ๆ จนถึงยุคปัจจุบันเลยก็ว่าได้ เพราะตัวเกมเองก็เล่าเนื้อเรื่องต่อมาเรื่อย ๆ จนถึงยุคปัจจุบันเลยทีเดียวอย่างภาค Dawn of Sorrow ที่มี Alucard มาร่วมแจมด้วยในญี่ปุ่น

 

สปอยเนื้อหาส่วนซีซั่น 1
สำหรับใครที่ขี้เกียจดูซีซั่นแรกหรือการปูบทเราก็มีสรุปย่อ ๆ เนื้อหาทั้งหมดของซีซั่นหนึ่งไว้แล้วเชิญอ่านนกันได้เลยครับ

[รีวิว+สปอยล์] Castlevania SS1-3 ขอเชิญพบกับความดำมืดของจิตใจมนุษย์ที่เหนือกว่าเหล่าปีศาจ 4จุดเริ่มเมื่อลิซ่าประชาชนแสนธรรมดาจากหมู่บ้านลูปูได้เดินทางมาที่ปราสาทแดร็กคิวล่าเพื่อให้หาวิทยาการใหม่ในการรักษาคน เมื่อคุณเจอกับแดร็กคิวล่าคุณไม่มีท่าทีที่จะกลัวเขาเลย แต่กลับแสดงท่าทีความอยากรู้อยากเห็นและแนะนำให้เขาออกไปเดินทางรอบโลกเพื่อให้รู้จักสิ่งใหม่ ๆ จนทำให้แดร็กคิวล่าสนใจในตัวลิซ่าและแต่งงานด้วยกัน

[รีวิว+สปอยล์] Castlevania SS1-3 ขอเชิญพบกับความดำมืดของจิตใจมนุษย์ที่เหนือกว่าเหล่าปีศาจ 5หลายปีถัดไป ลิซ่าได้ถูกศาสนจักรจับตัวนำไปประหารเผาทั้งเป็นเพราะเกี่ยวข้องกับศาสตร์มืด ในขณะที่แดร็กคิวล่าพึ่งเดินทางมาถึงบ้านของตน เขาได้พบว่าบ้านของตนถูกเผาไปแล้ว และลิซ่าได้ถูกประหารไปแล้วจากคำบอกเล่าของคนไข้ของลิซ่าที่เดินทางมาเพื่อให้ไว้อาลัย ทำให้แดร็กคิวล่าหลั่งน้ำตาเป็นสายเลือด และเริ่มใช้มนตร์ดำประกาศเตือนชาววอลลาเซียว่า อีกหนึ่งปีให้หลังจงสร้างสันติและลบร่องรอยแห่งความประพฤติปฏิบัตินี้ทั้งหมด หลังจากนั้นแดร็กคิวล่าจะสะสมทัพมากำจัดเมืองวอลลาเซียให้สิ้นซาก และแล้วหลังจากนั้นก็ผ่านไปหนึ่งปีวอลลาเซียก็พังพินาศตามคำกล่าวของแดร็กคิวล่า

[รีวิว+สปอยล์] Castlevania SS1-3 ขอเชิญพบกับความดำมืดของจิตใจมนุษย์ที่เหนือกว่าเหล่าปีศาจ 6ปัจจุบัน Trevor Belmont สายเลือดตระกูล Belmont คนสุดท้ายได้เดินทางเร่ร่อนไปทั่วเพราะบ้านตระกูลหลักถูกเผาทำลายไปแล้ว จนกระทั่งเขาเดินทางมาถึงเมืองกรีสิตและพบกับกลุ่มผู้สื่อสารวิญญาณพเนจรที่กำลังโดนกลุ่มนักบวชรุมรังควานอยู่ และภายหลังที่ช่วยเหลือเสร็จ ผู้สื่อสารวิญญาณได้คำบอกเล่าว่าที่ใต้ดินมีทหารที่หลับไหลอยู่ข้างล่าง และหลานสาวของเขาก็ลงไปเข้าไปทางใต้ดินและไม่ได้กลับมาอีกเลย จึงขอร้องให้เทรเวอร์ลงไปช่วยกู้ศพหลานสาวของเขา

[รีวิว+สปอยล์] Castlevania SS1-3 ขอเชิญพบกับความดำมืดของจิตใจมนุษย์ที่เหนือกว่าเหล่าปีศาจ 7เทรเวอร์เข้าไปที่ทางลับใต้ดิน เขาได้พบกับไซคอร์ปที่ปกป้องทางลับนี้อยู่ จึงได้ปะทะกับไซคอร์ปและฆ่าได้สำเร็จ เมื่อฆ่าได้สำเร็จก็พบว่ารูปปั้นได้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นผู้หญิง ผู้หญิงคนนั้นชื่อ Sypha Belnades หลานสาวของผู้สื่อสารวิญญาณ เหตุผลที่คุณลงมาข้างล่างนี้เพราะมีคำกล่าวของทหารผู้ช่วยกำจัดแดร็กคิวล่าอยู่ข้างล่าง ณ ที่แห่งนี้ แต่เทรเวอร์บอกให้คุณกลับขึ้นไปหาปู่ของคุณก่อน

[รีวิว+สปอยล์] Castlevania SS1-3 ขอเชิญพบกับความดำมืดของจิตใจมนุษย์ที่เหนือกว่าเหล่าปีศาจ 8ภายหลังที่ขึ้นไปแล้วหลังจากนั้นก็มีเหตุการณ์เหล่าปีศาจบุกเผ่านาที่เมืองจึงทำให้เทรเวอร์และเหล่าผู้สื่อสารวิญญาณทำการต่อสู้กับเหล่าอสูรกาย จนกระทั้งพื้นของเมืองได้พังทลายลงทั้ง เทรเวอร์และไซฟาตกลงมาที่ใต้ดินนี้และพบกับโลงศพที่ตั้งอยู่ใจกลางห้อง เมื่อทั้งสองเปิดดูก็พบกับ Alucard ลูกครึ่งแวมไพร์ ลูกชายของแดร็กคิวล่าที่นอนรักษาบาดแผลที่พ่อของเขาทำต่อเขา เมื่อ Trevor พบ Alucard จึงทำการยั่วให้ Alucard โมโห จึงทำให้ทั้งสองต่อสู้กัน และผลที่ได้คือเสมอ ทั้งสองปรับวามรู้ความเข้าใจกันได้และมีเป้าหมายเดียวกันคือฆ่าแดร็กคิวล่า จบซีซั่นแรก….

[รีวิว+สปอยล์] Castlevania SS1-3 ขอเชิญพบกับความดำมืดของจิตใจมนุษย์ที่เหนือกว่าเหล่าปีศาจ 9
ซีซั่นสามจุดเริ่มแห่งความสิ้นหวังในจิตใจมนุษย์
[รีวิว+สปอยล์] Castlevania SS1-3 ขอเชิญพบกับความดำมืดของจิตใจมนุษย์ที่เหนือกว่าเหล่าปีศาจ 10
ภาพโปสเตอร์ซีซั่นสาม

ภายหลังที่ปราสาทแดร๊กคิวล่าถูกทำลายไป ก็ผ่านมา 2-3 เดือนได้แล้วที่ Trevor และ Sypha ได้ออกเดินทางออกตามหาคาราวานของปู่ไซฟา จนมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่มีสิ่งปกติเกิดขึ้น พวกเขาทั้งสองจึงต้องอยู่สืบเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านแห่งนี้ ในขณะที่ Alucard มีแขกใหม่มาเยียมเยียมที่ปราสาทของเขา นี้เป็นมิตรหรือศัตรูกันแน่?

[รีวิว+สปอยล์] Castlevania SS1-3 ขอเชิญพบกับความดำมืดของจิตใจมนุษย์ที่เหนือกว่าเหล่าปีศาจ 11เรื่องราวของซีซั่นสามนี้จะกระจายบทไปที่ 4 เรื่องราวต่อ 1 ตอน โดยจะเป็นการเล่าส่วนของ Trevor, Alucard, Hector และ Issac ซึ่งแต่ละฝั่งจะมีธีมเนื้อเรื่องที่แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ความต่ำต่มของมนุษย์ ในซีซั่นนี้จะค่อนข้างออกไปทางแนวปรัชญาชีวิตเป็นหลักเลยก็ว่าได้ ในทุก ๆ ตอนจะมีปรัชญาเผ่านาเสมอ บอกเลยว่าค่อนข้างแตกต่างจากซีซั่น 1 และ 2 พอสมควรเลย ที่เนื้อหาเริ่มจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะตอนจบนี้พีคมาก ๆ

[รีวิว+สปอยล์] Castlevania SS1-3 ขอเชิญพบกับความดำมืดของจิตใจมนุษย์ที่เหนือกว่าเหล่าปีศาจ 12ความสนุกของซีซั่นนี้คงเป็นเนื้อเรื่องที่นุ่มลึกเล่าถึงจิตใจของมนุษย์ซะมากกว่า มุมมองของมนุษย์ต่อมนุษย์ด้วยกันเอง ความวิปลาส ความหวัง และการแก้แค้น มันทำให้ยิ่งความคิดว่ามีมนุษย์นั้นต่ำต่มมากมากแค่ไหน ส่วนฉากแอ็กชั่นมันส์ ๆ นี้แทบไม่มีเลย ถ้าคาดหวังฉากต่อสู้ละก็ให้เลิกหวังไปได้เลย ส่วนความดิบเถื่อนนี้ยังมีอยู่ครบและมีการเห็นฉากโป้เปลือยในเรื่องด้วย ถือว่าเป็นแฟนเซอร์วิส 1-2 นาที ที่มีค่าเลยก็ว่าได้ ได้เห็นฉากโป้เปลือยของ Lenore ก็คุ้มแล้วนางน่ารักมาก เสียงยุ่นก็ดีงามไม่แพ้กัน แต่พอหลังจากนั้นตับระเบิดระหว่างดูกันเลยทีเดียว

สิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นในซีซั่นสาม
บอกตามตรงผมเป็นแฟน Castlevania มานานแต่เจอฉากนี้ไปถึงกับอึ้งหลาย ๆ รอบเลยทีเดียว ถ้าใครไม่อยากรู้แนะนำให้ผ่านไปได้เลยเพราะเนื้อหามีสปอยล์  นั้นก็คือฉาก Alucard โดนเข้าประตูหลัง ในฉากนี้จะเห็นได้ในตอนที่ 9 ของซีซั่นที่สาม ในขณะที่ Alucard นอนหลับอยู่ Taka และ Sumi เผ่านาที่ห้องของ Alucard เพื่อให้มีอะไรด้วย

[รีวิว+สปอยล์] Castlevania SS1-3 ขอเชิญพบกับความดำมืดของจิตใจมนุษย์ที่เหนือกว่าเหล่าปีศาจ 13
ฉากAlucardโดนเข้าประตูหลัง
ภายหลังที่มีอะไรเสร็จทั้ง Taka และ Sumi ก็เริ่มที่จะจัดการ Alucard ทันทีเพราะความไม่วางใจในตัว Alucard แต่ทั้งสองก็พลาดท่าโดนฆ่าตายโดยดาบวิเศษของ Alucard จากเหตุการณ์นี้ทำให้อลูการ์ดเริ่มไม่วางใจพวกมนุษย์เหมือนที่พ่อของเขาไม่เลิกศรัทธาในมนุษย์

[รีวิว+สปอยล์] Castlevania SS1-3 ขอเชิญพบกับความดำมืดของจิตใจมนุษย์ที่เหนือกว่าเหล่าปีศาจ 14
สภาพศพที่ Alucard ฆ่า และนำไปปักหน้าปราสาทเหมือนดั่งที่พ่อของเขาเคยทำในอดีต
อีกเรื่องก็คือฉากมีอะไรกันระหว่าง Hector และ Lenore ที่เด็ดไม่แพ้กันทำให้ Hector เผลอติดกับทำสัญญาทาสกับ Lenore ทันที ถ้าไม่ติดว่ามีฉากประตูหลัง Alucard จะดีมาก ๆ

[รีวิว+สปอยล์] Castlevania SS1-3 ขอเชิญพบกับความดำมืดของจิตใจมนุษย์ที่เหนือกว่าเหล่าปีศาจ 15
ภายหลังที่ Trevor ได้พบเจอห้องลับของผู้พิพากษาก็ได้พบความจริงว่างานอดิเรกของเขาคือการฆ่าเด็กในหมู่บ้านโดยการสร้างหลุมพรางใต้ต้นแอ็ปเปิลที่เขาปลูกไว้ เพื่อให้หาความบรรเทิงเล็ก ๆ น้อย ๆ จากหมู่บ้านแห่งนี้ ฉากนี้ทำผมตกอกตกใจเลยทีเดียวเพราะตอนแรกผู้พิพากษาเหมือนจะเป็นคนดีมาก แต่ความจริงข้างในของเขามันวิปริตมาก

[รีวิว+สปอยล์] Castlevania SS1-3 ขอเชิญพบกับความดำมืดของจิตใจมนุษย์ที่เหนือกว่าเหล่าปีศาจ 16
หลังจาก Trevor รู้ความจริงเข้า มันทำให้ความคิดของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
อีสเตอร์เอ้ก
ลิซ่าเมียของแดร็กคิวล่าและยังเป็นแม่ของ Alucard เป็นอีกหนึ่งตัวละครที่กล่าวถึงใน Castlevania Symphony of night ในฉากการตายของคุณนั้นมีคำพูดที่เหมือนครึงกับในเกมในตอนจบที่ Alucard เป็นคนพูดคือ “อย่ารังควานคนเหล่านั้น พวกเขาไม่เข้าใจ” เป็นการสื่อว่าผู้คนที่เหล่านั้นไม่รู้เพราะกลัวในสิ่งที่ตนไม่รู้จักจึงต้องกำจัดก่อนที่จะทำความรู้จักกับมัน

CastlevaniaMoring Star อาวุธอัพเกรดขั้นสูงสุดเลยก็ว่าได้สำหรับเกือบทุกภาคของเกม โดยรูปแบบของ Morning Star จะเปลี่ยนไปตามตัวเอกแต่ละภาค เป็นกระทั่งค้อน แส้ และ ไม้พลอง แต่สำหรับซีรีส์นี้จะเป็นแส้ที่ถูกสืบทอดในตระกูล Belmont ที่ต้นตระกูลอย่าง Simon Belmont เป็นผู้ถือครองคนแรก

[รีวิว+สปอยล์] Castlevania SS1-3 ขอเชิญพบกับความดำมืดของจิตใจมนุษย์ที่เหนือกว่าเหล่าปีศาจ 17
Moring Star อาวุธประจำตระกูล เบลมอนต์
Hector ก็เป็นอีกตัวละครหลักในภาค Curse of Darkness ที่ต้องการล้างแค้นที่เมียถูกเผาเพราะ Issac กล่าวหา จึงเดินทางทั่วโลกเพื่อให้ล้างแค้นจนมาเจอ Trevor Belmont แต่ในซีซั่น 3 นี้ Hector ถูก Lenore หลอกล่อด้วยสิ่งต่าง ๆ จน Hector โดนหลอกทำพันธสัญญาทาสเพื่อให้ที่จะให้ Hector สร้างกองกำลังให้ Camilla

[รีวิว+สปอยล์] Castlevania SS1-3 ขอเชิญพบกับความดำมืดของจิตใจมนุษย์ที่เหนือกว่าเหล่าปีศาจ 18ปราสาทเคลื่อนที่ เป็นอีกหนึ่งอีสเตอร์เอ้กที่น่าสนใจมาก เพราะในเกมปราสาทแดรกคิวล่ามีการปรากฎตัวตามทั่วโลกทั่วไปได้ แต่ไม่มีใครรู้ว่าทำไมถึงเกิดขึ้นได้ อนิเมชั่นจึงนำเสนอว่าทำไมปราสาทถึงปรากฎตามที่ต่าง ๆ ได้

[รีวิว+สปอยล์] Castlevania SS1-3 ขอเชิญพบกับความดำมืดของจิตใจมนุษย์ที่เหนือกว่าเหล่าปีศาจ 19
ปราสาทสามารถไปที่ไหนก็ได้โดยวาปหรือเคลื่อนที่
วิทยาการของแดร็กคิวล่าใช่ว่าจะมีแต่ศาสตร์มืดเสมอไป หลาย ๆ ครั้งถ้าเราลองสังเกตุในเกม Castlevania ภาคต่าง ๆ ดูจะพบว่าจะมีห้องวิทยาศาสตร์อยู่เสมอ และสิ่งที่อนิเมชั่นเสริมขึ้นมาคือปราสาทแห่งอนาคตที่วิทยาการของมนุษย์ในสมัยนั้นยังเข้าไม่ถึง

The Hateful Eight (2015) 8 พิโรธ โกรธแล้วฆ่า

The Hateful Eight (บางครั้งวางตลาดในชื่อ The H8ful Eight) เป็นภาพยนตร์แนวลึกลับตะวันตกของอเมริกาปี 2015 ที่เขียนและกำกับโดยเควนตินทารันติโน นำแสดงโดย Samuel L. Jackson, Kurt Russell, Jennifer Jason Leigh, Walton Goggins, Demián Bichir, Tim Roth, Michael Madsen และ Bruce Dern เป็นคนแปลกหน้าแปดคนที่ขอลี้ภัยจากพายุหิมะในจุดแวะพักบนรถบรรทุกบนเวทีหลังสงครามกลางเมืองอเมริกา

 

ทาแรนติโนประกาศ The Hateful Eight ในเดือนพฤศจิกายน 2013 เขาคิดว่ามันเป็นนิยายและภาคต่อของภาพยนตร์เรื่องก่อนของเขา Django Unchained (2012) ก่อนที่จะตัดสินใจสร้างเป็นภาพยนตร์เดี่ยว หลังจากสคริปต์รั่วไหลในเดือนมกราคม 2014 เขาได้ยกเลิกภาพยนตร์เรื่องนี้และไปกำกับการอ่านสดที่ United Artists Theatre ในลอสแองเจลิสแทนก่อนที่จะพิจารณาใหม่และดำเนินการต่อในโครงงานต่อ การถ่ายทำเริ่มขึ้นในวันที่ 8 ธันวาคม 2014 ใกล้เมือง Telluride รัฐ Colorado คะแนนดั้งเดิมเป็นของนักแต่งเพลงชาวอิตาลี Ennio Morricone คนแรกและคนเดียวสำหรับภาพยนตร์ Tarantino ซึ่งเป็นคะแนนตะวันตกที่บริบูรณ์เป็นนัดแรกในรอบ 34 ปีและเป็นนัดแรกสำหรับการผลิตในฮอลลีวูดที่มีชื่อระดับสูงนับตั้งแต่ Mission to Mars ของ Brian De Palma ในปี 2000

 

จัดจำหน่ายโดย The Weinstein Company ในสหรัฐอเมริกา The Hateful Eight ได้รับการเผยแพร่ตอนวันที่ 25 ธันวาคม 2015 ในการฉายโรดโชว์แบบ จำกัด บนฟิล์ม 70 มม. ประสิทธิภาพของ Leigh และคะแนนของ Morricone [6] ทำรายได้ 155.8 ล้านเหรียญ [4] การประมาณงบประมาณรวมจาก 44 ล้านดอลลาร์จาก Box Office Mojo, [4] 54 ล้านดอลลาร์จาก Hollywood Reporter, [7] ถึง 62 ล้านดอลลาร์จาก Variety [5] จากผลงานเรื่องคะแนน Morricone ได้รับรางวัล

สาขาผู้แสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (ลีห์) และภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (โรเบิร์ตริชาร์ดสัน)

 

ช่วงวันที่ 25 เมษายน 2019 ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการเผยแพร่ในรูปแบบมินิซีรีส์สี่ตอนที่แก้ไขใหม่ใน Netflix พร้อมคำออสการ์เป็นนัดแรกในสาขา Best Original Score และรางวัลลูกโลกทอง ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์

True Grit (2010) ยอดคนจริง ภาคต่อ3

สามข้อและ Mattie เลือกคนที่ "ใจร้ายที่สุด" จากสามคน Rooster Cogburn (Jeff Bridges) ในตอนแรก Cogburn ปฏิเสธข้อเสนอของคุณโดยไม่เชื่อทั้งความอดทนและความมั่งคั่งของคุณ แต่คุณหาเงินด้วยการซื้อขายม้ากับผู้พันสโตนฮิลล์อย่างจริงจัง

 

Texas Ranger LaBoeuf (Matt Damon) มาถึงเมืองตามหา Chaney ในข้อหาฆาตกรรมวุฒิสมาชิกรัฐเท็กซัส LaBoeuf เสนอร่วมกับ Cogburn แต่ Mattie ปฏิเสธข้อเสนอของเขา คุณปรารถนาให้ Chaney ถูกแขวนคอในอาร์คันซอในข้อหาฆาตกรรมพ่อของคุณไม่ใช่ในเท็กซัสเพื่อให้ฆ่าวุฒิสมาชิก แมตตีรับรองที่จะเดินทางไปกับค็อกเบิร์น แต่เขาจากไปโดยไม่มีคุณไปกับ LaBoeuf เพื่อให้จับตัวชานีย์และแยกรางวัล

 

ภายหลังที่ถูกปฏิเสธไม่ให้เดินทางบนเรือเฟอร์รี่ที่ลำเลียง Cogburn และ LaBoeuf Mattie ก็ปล่อยม้าตัวใหม่ Blackie ไปว่ายน้ำในแม่น้ำกับคุณอย่างไม่เกรงกลัว ภายหลังที่คุณผ่านผ่านได้สำเร็จ LaBoeuf แสดงความไม่พอใจที่คุณดื้อรั้นด้วยการใช้ไม้ตบตี Cogburn บังคับให้เขาหยุดและในที่สุดก็ยอมให้ Mattie ไปกับพวกเขา หลังจากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการรับใช้ของพวกเขากับทัพสัมพันธมิตรค็อกเบิร์นก็ยุติการจัดแจงของพวกเขาและลาบูเอฟออกไปไล่ตามแชนีย์ด้วยตัวเขาเอง จากการสืบหาเบาะแสของชานีย์และแก๊งค์พริกไทยค็อกเบิร์นและแมตตีจึงไปเยี่ยมเจ้าของร้านในแดนชื่อแบ็กบี หลังจากได้รับคำแนะนำจากแบ็กบี้ค็อกเบิร์นและแมตตีมุ่งหน้าไปทางเหนือสู่เทือกเขา Winding Stair ค็อกเบิร์นและแมตตีพบแพทย์ผู้ดูแลเส้นทางซึ่งพาพวกเขาไปยังที่พักพิงที่ว่างเปล่าซึ่งคาดว่าจะมี เมื่อดังสนั่นพวกเขาพบว่าพวกนอกกฎหมายสองคนคือควินซี (พอลแร) และมูน (ดอมห์นอลกลีสัน) ซึ่งน่าจะรอแก๊งพริกไทยที่เหลืออยู่ หลังจาก 'สูบบุหรี่' ทั้งสองคนออกมาอย่างแท้จริง Cogburn และ Mattie ก็จับตัวและสอบปากคำพวกเขา ควินซีรับรองว่าพวกเขาไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับแก๊งค์พริกไทย อย่างไรก็ตามในที่สุด Moon ที่ได้รับบาดเจ็บดูจะเปิดเผยสิ่งที่เขารู้จากนั้น Quincy แทงเขาที่หน้าอกและ Cogburn ยิง Quincy ตาย ก่อนตายมูนขอให้ส่งร่างของเขาไปให้พี่ชายและบอกว่าพริกไทยและแก๊งของเขาจะกลับมาหาม้าสดในคืนนั้น

Rings – “คำสาปมรณะที่ยังถูกส่งต่อไม่หยุด” (2017)

ดำเนินมาสู่ภาค 3 สำหรับหนังชุด ‘The Ring’ ของฝั่งฮอลลีวูดตามหลัง The Ring (2002) และ The Ring Two (2005) ซึ่งหนนี้ถูกย่อสเกลหนังเล็กลงกว่า 2 ภาคแรก พร้อมใช้ชื่อว่า “Rings” ซึ่งจะเป็นเรื่องราวของตัวละครกลุ่มใหม่ที่ต้องเอาชนะคำสาป 7 วันต้องตายของ Samara ให้ได้

เรื่องราวคำสาปจากม้วนวีดีโอเทปในยุคที่ทั่วบ้านทั่วเมืองเต็มไปด้วยแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนอาจจะดูธรรมดาและเชยเกินไปบ้าง (ยิ่งกับกลุ่มคนดูรุ่นใหม่ๆที่อาจจะอินกับมันน้อยลง) แต่ “Rings” ก็ดูเหมือนพยายามทำตัวให้กับยุคสมัยขึ้นกับการฉีกวิธีนำเสนอฉากหลอนๆของ Samara ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่หน้าจอโทรทัศน์ แต่ลามไปถึงหน้าจอสมาร์ทโฟน หรือ แผ่นกระจกบานใหญ่ ส่วนวิธีการก็อปปี้วีดีโอก็พัฒนามาเป็นการ Copy ไฟล์บนหน้าจอคอมพิวเตอร์แทน (เรียกว่าล้างคำสาปกันง่ายๆแค่ปลายมือคลิ๊ก)

หนังภาคนี้เล่าเรื่องราวของ Julia สาววัยรุ่นที่ออกตามหาตัว Holt แฟนชายหนุ่มที่ขาดการติดต่อไปอย่างลึกลับ หลังจากเดินทางไปเรียนที่มหาวิทยาลัยต่างเมือง เมื่อ Julia เดินทางมาถึงมหาวิทยาลัย คุณได้พบกับศาสตราจารย์ Gabriel ผู้พยายามหาคำตอบจากการคงอยู่ของวิญญาณมนุษย์

Julia เริ่มพบว่าศาสตราจารย์ Gabriel มีบางสิ่งบางอย่างปิดบังจากคุณอยู่และมันนำคุณไปพบกับม้วนวีดีโอที่บันทึกภาพเหตุการณ์แปลกๆยากจะอธิบายได้ ซึ่งหลังดูจบจะมีเสียงโทรศัพท์ดังขั้น พร้อมข้อความ ‘คุณจะตายใน 7 วัน!’ และมันได้พาคุณสู่การเดินทางเพื่อให้หาคำตอบของต้นตอคำสาปมรณะนี้

แม้จะมีฉากเปิดเรื่องที่น่าสนใจและอาจถือว่าเป็นฉากที่น่าพอใจที่สุดของหนัง แต่สิ่งที่เหลือหลังจากนั้นของ “Rings” แทบไม่มีอะไรกระตุ้นต่อมความสยองหรือน่าจดจำเลย แม้หลักสำคัญของศาสตราจารย์ Gabriel ที่หมกมุ่นในเรื่องโลกหลังความตายที่เปิดใจความสำคัญมาได้น่าสนใจ แต่เอาเข้าจริงๆมันก็กลับเปลี่ยนเป็นแค่ใจความสำคัญที่ใส่มาฉาบฉวยเพื่อให้ปูสู่ฉากสุดท้ายของหนังภาคนี้เพียงแค่นั้น(หนังมีตัวละครกลุ่มนักศึกษาที่ร่วมวิจัยในคำสาปมรณะนี้ แต่ไปๆมาๆ หนังกลับทิ้งตัวละครเหล่านั้นไปแบบดื้อๆ) ทั้งบทสรุปของบางตัวละครก็เหมือนเป็นฉากหลุดมาจากหนังตระกูล ‘Final Destination’ เสียมากกว่า (คือตายเพราะซวย มากกว่าจะตายเพราะคำสาป) และหนังมีช่วงท้ายที่เหมือนจะกำลังดูหนัง Don’t Breathe (2016) เวอร์ชั่นที่ใส่ผีเพิ่มเผ่านา แต่ขาดความลุ้นระทึกและผีเองก็ช่วยอะไรไม่ได้เท่าไหร่ ยิ่งกว่านั้นคือฉากหลังจากเหตุการณ์ในบ้าน ณ กองไฟ ที่แบบว่า ‘เฮ้ย! พวกพี่เล่นงี้เลยหรอ ไม่คิดจะแจ้งตำรวจท้องที่กันเลยหรอ!!!’

หนังมีดาราหนังที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันบ้างคือ Johnny Galecki (จาก The Big Bang Theory), Vincent D’Onofrio (ซีรี่ส์ Daredevil, Jurassic World) และสาว Aimee Teegarden (จาก Prom)

ย้อนกลับก่อนหน้าที่หนังจะออกฉาย Paramount Pictures ปล่อยคลิปโปรโมทออกมาตัวหนึ่ง ซึ่งได้รับการเอ่ยถึงไปทั่วโลกและมียอดชมกว่า 8 ล้านวิวบน YouTube กับวีดีโอเหตุการณ์ภายในร้านขายโทรทัศน์ที่มีคนแต่งตัวเป็น Samara คลานออกจากจอมาหลอกคนที่มาเลือกซื้อสินค้าให้สะดุ้งตกอกตกใจกรี๊ดกันร้านแทบแตก โดยนั่นก็เป็นไอเดียการตลาดที่ใช้ได้ผลในโลกโซเชียลฯ ให้คนแชร์กันต่อๆไป ซึ่งน่าเสียดายที่ตัวหนังจริงๆกลับไม่มีอะไรที่นำเสนอได้ผลแบบงี้เลย

โดยสรุป “Rings” เป็นภาคต่อที่ยังเทียบกับหนัง 2 ภาคแรกของตนไม่ได้ และแน่ๆว่ายังห่างไกลต้นฉบับเวอร์ชั่นญี่ปุ่น มองในแง่ความสยองหนังใช้จังหวะ ‘ตุ้งแฉ่’ เป็นหลักในการทำให้คนดูสะดุ้งแบบเดาทางกันได้ตลอด ซึ่งน่าเสียดายสภาพแวดล้อมชวนหลอนที่ตัวละครกำลังเผชิญ หนังภาคนี้เหมาะแก่คนที่นึกถึงฉากผีคลานทะลุจอ (LED) ที่จะหยิบมาดูก็ได้หรือถ้าไม่ได้ดูก็ไม่ถือว่าพลาดอะไรสำคัญไป แต่ถ้ามันจะมีอะไรให้ชวนคิดต่อหน่อยก็คือบทสรุปของภาคนี้ที่อดคิดไม่ได้ว่าถ้าอนาคตจะสร้างภาคต่อตามออกมาอีก มันอาจนำเสนอโลกที่สภาพล่มสลายแบบ Resident Evil นู่นเลยก็เป็นได้ ….

Schindler’s List ชะตากรรมที่โลกไม่ลืม

ย้อนไปช่วงเริ่มของสงครามโลกครั้งที่สอง ขณะนั้นเยอรมันได้บุกประเทศต่างๆและทำการกวาดล้างชาวยิวในเมือง ต่างๆทั้งในเยอรมันเองและในประเทศที่เยอรมันยึดได้
ช่วงนั้น Oskar Schindler (รับบทโดย Liam Neeson) นักธุรกิจชาวเยอรมันได้ตัดสินใจทำโรงงานผลิตหม้อ(เสบียง)ส่งบำรุงทัพ โดยที่เขาได้ทำการตีสนิททหารในทัพโดยการสินบนเล็กๆน้อยๆเพื่อให้ให้ได้ ปัจจัยในการเริ่มธุรกิจคือโรงงานและแรงงาน(นักโทษชาวยิว)
ในช่วงที่ Schindler บริหารโรงงานของเขานี่เอง เขาก็ได้สัมผัสกับความโหดร้ายของผู้ควบคุมค่ายกักกันอย่าง Amon Goeth (รับบทโดย Ralph Fiennes) ภายในค่ายของAmon นักโทษชาวยิวทุกคนมีสิทธิตายได้ทุกวินาทีแม้จะเป็นด้วยเหตุผลน้อยเช่น “เล็บยาว” เป็นต้น และด้วยความโหดเหี้ยมไร้ความเมตตานี่เอง ทำให้ Schindler เริ่มเปลี่ยนตัวเองจากนายทุนผู้มีลมหายใจเป็นผลประโยชน์ของตน เปลี่ยนเป็นคนที่แสวงหาความเมตตาและความอยู่รอดของเหล่าเชลยทาสชาวยิวที่เขาพบว่าถูกฆ่าอย่างไร้มนุษยธรรมระหว่างสงคราม  การกวาดล้างชาวยิวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชาวยิวที่ถูกจับกุมไปยังค่ายกักกันล้วนต้องพบกับการทารุณกรรมและรอคอยความตายแค่นั้นSchindler เคยแม้กระทั่งโน้มน้าวให้ Amon รู้จักใช้ความเมตตาและการให้อภัยแก่ชาวยิว แต่ก็ไม่สำเร็จ
Schindler เริ่มซื้อแรงงานชาวยิวเผ่านาในโรงงานมากขึ้นๆ โดยเขาอ้างทัพนาซีได้คนงานชาวยิวของพวกเขาล้วนแต่เป็นแรงงานที่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติเพราะแรงงานพวกนี้เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์จำเป็นต่อสงครามทั้งสิ้น  ทัพนาซีจึงละเว้นไม่ส่งคนงานชาวยิวของเขาไปยังAuschwitzเพื่อให้ฆ่า และด้วยเพราะความปลอดภัยที่โรงงานของเขามีมากกว่าในค่ายกักกัน เขาจึงเลือกซื้อคนที่ลำบากอย่างคนแก่ คนพิการ สตรี หรือเด็ก จนเขาต้องตระเวนสินบนเจ้าหน้าที่ทหารนาซีไปทั่ว ในช่วงท้ายสงคราม ฮิตเลอร์ ได้มีคำสั่งให้ฆ่าชาวยิวในค่ายกักกันทั้งหมด Schindler รู้ดีว่าทางรอดเดียวของคนเหล่านั้นคือการเป็นลูกจ้างโรงงานของเขา หากไม่แล้ว ปลายทางของคนเหล่านั้นก็ไม่พ้น “โรงงานฆ่า” อย่างAuschwitzเป็นแน่ ทำให้Schindlerตัดสินใจซื้อชาวยิวเหล่านั้นด้วยเงินมี่เขามีอยู่เกือบทั้งหมด ทำให้เขาผู้เริ่มจากบุรุษที่ร่ำรวยทรัพย์สินเปลี่ยนเป็นคนล้มละลายแทบหมดตัว  Schindlerให้ผู้ช่วยชาวยิวของเขาคือ Itzhak Stern (รับบทโดย Ben Kingsley) ช่วยกันจัดทำรายชื่อชาวยิวทั้งหมดเท่าที่เขามีกำลังจะซื้อได้มาเป็นแรงงานในโรงงานของเขา  และเรียกรายชื่อนี้ว่า Schindler’s List โดยรายชื่อนี้ได้ช่วยชีวิตนักโทษชาวยิวกว่า1,100คน
เมื่อ สิ้นสุดสงคราม Schindler เปลี่ยนเป็นผู้ต้องหาทางสงครามด้วยเพราะแม้ว่าเขาจะช่วยชาวยิวไว้กี่คนก็ตาม เขาก็ยังเป็นเจ้าของโรงงานอาวุธชาวเยอรมันที่มีชื่ออยู่ในทัพนาซี แต่เขาก็ตัดสินใจหนี โดยก่อนที่ Schindler จึงควรหนีไป Stern ได้เก็บลายชื่อของพวกเขา(ชาวยิวทั้งหมดที่ Schindler ช่วยเหลือไว้) พร้อมลายเซ็นต์เป็นหลักฐานความบริสุทธิ์ เผื่อถูกจับกุมพร้อมกับแหวนทอง ที่เป็นสิ่งที่ค่าสิ่งเดียวที่คนยิวเหล่านั้นพอจะมีโดยหลอมจากฟันปลอมของแรงงานยิวคนหนึ่ง ขณะที่ Schindler รับของขวัญท่ามกลางกลุ่มคนยิวของเขา เขาก็เริ่มร้องไห้ เพราะเขานึกถึงสิ่งมีค่าที่เขายังพอมีติดตัวอยู่ อย่างปากกา เข็มกลัด หรือรถที่เขาน่าจะเอาไปขายและซื้อชีวิตช่วยชาวยิวให้ได้มากกว่านี้ สุดท้าย Stern ก็เผ่านากอดและปลอบว่า “มากพอแล้ว.. แค่นี้ก็มากพอแล้ว” และคนยิวของเขาที่อยู่รอบๆก็เผ่านากอดและส่งเขาขึ้นรถเพื่อให้หลบหนีไป
ปัจจุบัน คนยิวของSchindler และลูกหลานของคนเหล่านั้น มีประชากรมากกว่า 6,000 คน (1993 ข้อมูลจากภาพยนต์) โดยฉากสุดท้ายของหนัง ชาวยิวผู้รอดชีวิตเพราะSchindler’s List พร้อมลูกหลาน ได้มาวางหินบนหลุมศพของ Oskar Schindler เพื่อให้เป็นการรำลึกถึงคุณงามความดีเลิศของเขา และรัฐบาลอิสราเอลได้ตั้งชื่อถนนเส้นหนึ่งในกรุงเยรูซาเลมเพื่อให้เป็นเกียรติ แก่ Oskar Schindler ด้วย

วิเคราะห์

                สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ปรากฏให้เห็นถึงความขัดแย้งหลายชนิดในเวทีโลก ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางการเมืองระกว่างกลุ่มประเทศมหาอำนาจในสมัยนั้นอย่างข้างอักษะและข้างสัมพันธมิตร หรือจะเป็นความขัดแย้งด้านเชื้อชาติอย่างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวของฮิตเลอร์ก็ดี ล้วนเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่าเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งสงครามและบ่อนทำลายสันติภาพของมวลมนุษยชาติเป็นอย่างมาก ภาพยนตร์เรื่อง Schindler’s list จึงเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์หนึ่งที่มุ่งจะนำภาพแห่งความโหดร้ายในสมัยสงครามโลกมาถ่ายทอดให้คนในปัจจุบันได้สำนึกถึงความผิดพลาดที่มนุษย์ได้ปฏิบัติลงไปในอดีต ระลึกความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์อย่างมากจนประเมินค่าไม่ได้และพึงรำลึกอยู่เสมอว่าสงครามไม่ได้เป็นวิธีการแก้ปัญหาอันจะนำมาซึ่งสันติภาพ สงครามนั้นมนุษย์สร้างขึ้นได้ สันติภาพและความสงบสุขบนโลกนั้นมนุษย์เราก็สามารถสร้างขึ้นได้เช่นกัน หากแต่ยังมีคนอีกเยอะมากๆที่ไม่เชื่อมั่นในพลังของตนเอง ไม่เชื่อว่าตนในฐานะปัจเจกชนคนเดียวจะสามารถสร้างความแตกต่างในหมู่มวลมนุษยชาติได้ เขากลับคิดว่าเขาลำพังตัวคนเดียวนั้นจะสร้างสันติภาพให้แก่โลกได้อย่างไร ภาพยนตร์เรื่องSchindler’s list จึงเป็นภาพยนตร์ที่เหมาะแก่การ Empowerment หรือการให้พลังและสร้างแรงบันดาลใจแก่คนพวกนี้ให้เชื่อในพลังการเปลี่ยนแปลงของตนเอง ที่แม้ว่าตนจะเป็นปัจเจกชนลำพังธรรมดา ไม่ได้เป็นกลุ่มองค์กรยิ่งใหญ่อะไร ก็สามารถสร้างความแตกต่างเชิงบวกให้เกิดขึ้นในสังคมได้ หรือที่ในภาษาอังกฤษเรียกว่า The Difference One Individual Can Makeนั่นเอง
ออสการ์ ชินด์เลอร์ ได้ผันตัวเองจากชายหนุ่มนักธุรกิจเจ้าสำราญผู้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนผันมาเป็นฮีโร่ช่วยชีวิตชาวยิวในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองก็เพราะเขาได้เห็นความร้ายแรงป่าเถื่อนที่เกิดขึ้นในสังคมโดยเฉพาะความร้ายแรงเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นในสังคมประเทศเยอรมัน การจัดระเบียบปฏิบัติสังคมเยอรมันในสมัยนั้นบีบบังคับให้ชาวยิวเปลี่ยนเป็นกลุ่มชนน่ารังเกียจของสังคม โดยมีการใช้โฆษณาชวนเชื่ออย่างมากล้างสมองชาวเยอรมันว่าชาวยิวนั้นเป็นผู้เผ่านาทำลายอารยธรรมและตักตวงผลประโยชน์จากชาวอารยัน และยังพยายามปลูกฝังความคิดว่าชาวอารยันนั้นเป็นผู้วิเศษสูงส่งไม่ควรอยู่ร่วมกันกับชาวยิว ฮิตเลอร์ผู้นำประเทศเยอรมันจึงมีนโยบายกวาดต้อนชาวยิวในประเทศเยอรมันและโปแลนด์ให้ไปใช้ชีวิตอยู่ในเขตสลัมของเมือง ความเป็นอยู่ของชาวยิวนั้นย่ำแย่มาก ในห้องอพาทเมนท์เล็กๆห้องหนึ่งจะมีคนยิวไม่น้อยกว่าสิบคนใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน พวกเขาอดอยาก โดนยึดทรัพย์สิน และใช้ชีวิตอยู่โดยไม่มีสวัสดิการสังคมใดๆมารองรับ พวกเขาถูกล้อเลียนและกลั่นแกล้งต่างๆนาๆ ในระหว่างนั้นทางรัฐบาลจะทำการคัดชาวยิวที่พวกเขาคิดว่า “มีประโยชน์” ให้ไปอยู่ในค่ายกักกันเพื่อให้ใช้เป็นแรงงาน ส่วนคนที่ทางรัฐคิดว่าไร้ประโยชน์นั้นจะถูกส่งไปยังค่ายฆ่าเพื่อให้จับโกนหัว แก้ผ้า และรมควันปลิดชีวิต ซึ่งความเป็นอยู่ของชาวยิวในค่ายกักกันนั้นก็ห่างไกลกับคำว่าสุขสบายมากนัก ด้วยเพราะมีการทารุณกรรมเกิดขึ้นในค่ายอยู่ตลอดเวลา พวกเขาถูกบังคับให้ทำงานวันละหลายชั่วโมงโดยได้กินอาหารเพียงน้อยนิด หากใครแสดงอาการว่าเหนื่อยแล้วหยุดพักก็จะโดนเฆี่ยนตีหรือยิงทิ้งที่ตรงนั้นเสีย และเป็นอันที่รู้กันดีว่าค่ายกักกันก็เป็นเพียงสถานีพักระหว่างทางไปค่ายฆ่าแค่นั้นสุดท้ายแล้วไม่ว่าชาวยิวคนนั้นจะมีประโยชน์หรือเปล่าก็ตาม ต่างก็ต้องถูกส่งตัวไปปลิดชีวิตที่ค่ายฆ่าอยู่ดี  โดยคำว่า “มีประโยชน์และไร้ประโยชน์” ที่รัฐบาลใช้เป็นมาตรฐานในการคัดชาวยิวนั้นไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานว่า ‘คุณทำอาชีพอะไรหรือมีความรู้เชี่ยวชาญด้านใด’ แต่กลับตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า ‘คุณได้ทำอะไรที่จำเป็นต่อรัฐไหม’ ฉากขอใบอนุญาตที่อยู่อาศัยสำหรับคนยิวนั้นเป็นตัวอย่างที่ดีตัวอย่างกนึ่งจากภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยหากชาวยิวคนใดไม่มีใบอนุญาตนี้จะถูกจับส่งไปค่ายกักกันเพื่อให้รอประหาร ในฉากนั้น มีชายคนหนึ่งกำลังขอใบอนุญาตอยู่ เมื่อเขาถูกถามว่าเขาทำอาชีพอะไร เขาตอบว่า “ผมเป็นศาตราจารย์สอนวรรณกรรมและปรัชญาอยู่ที่มหาวิทยาลัยมิวนิค” เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจ้าหน้าที่จึงปฏิเสธการออกใบอนุญาตให้ทันทีเพราะมองว่าอาชีพหรือความเชี่ยวชาญของเขานั้น ’ไร้ประโยชน์’ ชาวยิวคนนั้นจึงตอบกลับมาว่า ‘นับตั้งแต่ไหร่กันที่วรรณกรรมและปรัชญาไม่มีประโยชน์?’ สุดท้ายชาวยิวคนนี้จึงถูกส่งไปค่ายกักกันในที่สุดเพราะเขาไม่มีใบอนุญาต แต่ชาวยิวคนต่อมา เมื่อถูกเจ้าหน้าที่ถามว่ามีอาชีพอะไร เขาตอบว่า “ผมเป็นคนงานในโรงงานผลิตหม้อสำหรับทัพ” เจ้าหน้าที่คนดังที่กล่าวผ่านมาแล้วกลับออกใบอนุญาตสำหรับชาวยิวให้ทันที จะเห็นได้ว่า รัฐบาลเยอรมันตีความคุณค่าของคนยิวเป็นเพียงแค่เครื่องมือที่ทำประโยชน์ต่อสงครามเพียงแค่นั้นหากใครไร้ประโยชน์ก็กำจัดทิ้งซะ เมื่อมามองย้อนกลับไปดูแล้ว ทำให้เราต้องตั้งคำถามว่า ‘นี่หรือคือค่าของคน’ ´เรามีสิทธิตัดสินใจว่ามนุษย์คนหนึ่งมีค่าไหมมีค่าได้ด้วยหรือ´ ‘เคยมีใครกำหนดให้คนกลุ่มหนึ่งมีความสูงส่งกว่าอีกกลุ่มหนึ่งด้วยหรือ’ มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะชาติใดหรือเพศใด ล้วนเกิดมาพร้อมเกียรติภูมิและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ เราต่างมีความเท่าเทียมกัน มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ มีสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคด้วยกันทั้งนั้น แต่ชาวยิวในสมัยลงครามโลกครั้งที่สองกลับถูกลิดรอนสิทธิกลุ่มนี้ไปเสียหมด ด้วยเพราะชาวเยอรมันเชื่อว่าเชื้อชาติสกปรกเช่นพวกยิวนั้นไม่สมควรจะได้รับสิ่งกลุ่มนี้ จึงก่อให้เกิดความร้ายแรงเชิงโครงสร้างจากการจัดกฎระเบียบสังคมของนโยบายฮิตเลอร์และเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างโหดเหี้ยมทารุณกับชาวยิวอย่างมาก ออสการ์ ชินด์เลอร์เองก็เป็นหนึ่งในชาวเยอรมันเชื้อสายอารยันที่ทางรัฐยกย่องว่าเป็นผู้มีเชื้อชาติที่สะอาดและบริสุทธิ์ที่สุด แต่ตัวเขาเองกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น เขาปฏิบัติต่อคนยิวเหมือนเพื่อให้น คอยช่วยเหลือและปกป้องดูแลเช่นเดียวกันกับครอบครัว ชินด์เลอร์เห็นความโหดเหี้ยมทารุณอย่างมากที่ทหารเยอรมันทำต่อชาวยิว  พวกเขาลำบาก ไม่มีอาหาร ถูกรังควาน และถูกฆ่าในวิธีที่โหดร้ายที่สุดเท่าที่จะมีได้ แต่ชาวเยอรมันส่วนใหญ่หลับนิ่งเฉยไม่สนใจต่อความลำบากและความเจ็บปวดของเพื่อให้นมนุษย์ด้วย ผยองคิดว่าตนนั้นสูงส่งกว่าเขา ชินด์เลอร์จึงตัดสินใจว่าตนจะอยู่นิ่งเฉยต่อปัญหาความร้ายแรงนี้เหมือนดั่งเช่นชาวเยอรมันคนอื่นไม่ได้ เขาต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ช่วยเหลือเพื่อให้นมนุษย์ชาวยิวกลุ่มนี้ หากคำว่า ‘มีประโยชน์และไร้ประโยชน์’ จะเป็นตัววัดว่าชาวยิวคนใดจะถูกส่งไปฆ่า เขาจึงพยายาม ‘ทำให้’ชาวยิวเหล่านั้นเปลี่ยนเป็นคน ‘มีประโยชน์’ ให้ได้มากที่สุดด้วยการตีสนิทติดสินบนกับทหารชั้นสูงอย่างมากเพื่อให้ที่จะได้ซื้อตัวชาวยิวในค่ายกักกันมาเป็นคนงานในโรงงานของเขาซึ่งเป็นโรงงานสำหรับผลิตอาวุธและเครื่องครัวให้แก่ทัพ ชินด์เลอร์ตัดสินใจทุ่มเงินเกือบทั้งหมดซื้อตัวชาวยิวเท่าที่เขาพอจะมีกำลังซื้อได้เป็นจำนวน 1,200 คนซึ่งล้วนแต่เป็นคนที่ไม่สมประกอบ พิการบ้าง เด็กบ้าง สตรีบ้าง ทำให้นายทหารอย่างมากต่างสงสัยว่าคนยิวไม่สมประกอบเหล่านั้นจะทำประโยชน์แก่โรงงานเขาได้อย่างไร แต่ชินด์เลอร์กลับไม่สนใจ เขาร่างรายชื่อชาวยิวที่ลำบากและต้องการความช่วยเหลือเพื่อให้ซื้อและทำให้พวกเขาเปลี่ยนเป็นชาวยิวที่ ‘มีประโยชน์’ ด้วยการนำพวกเขามาฝึกทำงานและรับเลี้ยงดูเป็นอย่างดี โดยเป็นที่รู้กันว่าหากชาวยิวเหล่านั้นเป็นคนงานของคุณชินด์เลอร์แล้วละก็ จะไม่มีใครถูกส่งไม่ค่ายฆ่าหรือค่ายกักกันเป็นแน่ มีหลายครั้งที่ทหารชั้นสูงเกิดเคลือบแคลงใจในพฤติกรรมของชินด์เลอร์ที่ดูจะเป็นห่วงเป็นใยเชื้อชาติศัตรูเสียเหลือเกิน จนครั้งหนึ่งมีคำสั่งมาให้นำคนงานของชินด์เลอร์ไปค่ายฆ่า ชินด์เลอร์รู้เข้าและเร่งไปช่วยคนงานของเขาอย่างไม่เกรงกลัวต่ออำนาจเบื้องสูง เขาต่อสู้และช่วยชีวิตคนงานของเขาอย่างที่ไม่เคยมีชาวเยอรมันคนใดเคยทำมาก่อน พฤติกรรมอันเป็นห่วงเป็นใยต่อเพื่อให้นมนุษย์และความอุทิศตนของออสการ์ ชินด์เลอร์นั้นฝังอยู่ในใจชาวยิวไม่รู้ลืม เหมาะที่จะได้รับเรียกว่า ‘วีรบุรุษ’ เป็นอย่างมาก

มาถึงจุดนี้แล้วหลายท่านอาจสงสัยว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้เหมาะแก่การEmpowermentอย่างไร จะเห็นได้ว่าออสการ์ ชินด์เลอร์ไม่ได้สนใจว่าเขาจะเป็นชาวเยอรมันคนเดียวที่คิดจะช่วยชาวยิว เขาไม่ได้สนใจว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร เขาไม่ได้สนใจว่าเพียงแค่เขาคนเดียวจะสามารถช่วยชาวยิวได้ไหม เขาสนใจก็แค่ว่าเขาทนนิ่งเฉยต่อปัญหานี้ไม่ได้และต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง เขาเชื่อในพลังของปัจเจกบุคคลว่าสามารถก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมได้ เขาจึงเริ่มช่วยเหลือชาวยิวด้วยการซื้อตัวมาเป็นคนงาน เขาไม่สนใจในคุณค่าทรัพย์สินของเขาที่จำเป็นที่จะต้องเสียไป แต่เขากลับให้ความสำคัญกับคุณค่าชีวิตของชาวมากกว่า นอกจากนั้น การช่วยเหลือชาวยิวในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองสำหรับคนเยอรมันแล้วเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นพฤติกรรมของออสการ์ชินด์เลอร์ถือเป็นความประพฤติปฏิบัติที่สุ่มเสี่ยงต่อการโดนจับและลงโทษเป็นเป็นอย่างมาก แต่เขาไม่เกรงกลัวต่ออำนาจเบื้องสูงที่ควรต้องเผชิญ เขากลับใช้มันให้เป็นประโยชน์ด้วยการตีสนิทกับนายทหารชั้นสูงและติดสินบนอย่างมาก เขายอมเสี่ยงเพียงเพื่อให้จะแลกกับสิทธิในการมีชีวิตอยู่ของชาวยิวคนที่สังคมต่างประณามว่าเป็นศัตรูกับชนชาติเยอรมัน ออสการ์ ชินด์เลอร์ลุกขึ้นสู้เพียงลำพังและเชื่อในพลังการเปลี่ยนแปลงของตนเอง ทุกวันนี้ชาวยิวจำนวน1200คนที่เขาเคยช่วยชีวิตไว้ในสมัยสงครามโลกได้ออกลูกออกหลานสืบสกุลมาแล้วมากกว่า 6000 คน เป็นอันที่ประจักษ์ชัดเจนแล้วว่าการอุทิศตนของคนเพียงคนเดียวก็สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ จากนักธุรกิจกระหายผลกระโยชน์คนหนึ่งกลับต่อชีวิตให้ชาวยิวไปกว่า1200คนและให้โอกาสชาวยิวอีก6000กว่าคนได้มีโอกาสลืมตาดูโลก ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ผู้รับชมบางคนที่อาจกำลังนิ่งเฉยต่อปัญหาสังคมที่รายล้อมพวกเขาอยู่เพียงเพราะเขาไม่เชื่อในพลังการเปลี่ยนแปลงของตนเอง ไม่เชื่อว่าตนเพียงลำพังจะก่อให้เกิดความแตกต่างเชิงบวกในสังคมได้ กลับมาลุกขึ้นสู้เพื่อให้ความถูกต้อง ลำพังเพียงคนเดียวก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเล็กๆขึ้นมาได้ และหากหลายๆคนร่วมใจกัน การเปลี่ยนแปลงเล็กๆเหล่านั้นก็จะรวมกันเป็นการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ที่จะทำให้โลกเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเหมาะแก่การEmpowermentเป็นอย่างมาก ด้วยเพราะมันได้ส่งข้อความให้กำลังใจผู้ชมว่าการทำดีแม้เพียงเล็กๆ ก็สามารถแปลงเป็นความประพฤติที่ยิ่งใหญ่ได้ ดังคำสุภาษิตภาษาฮีบรูจากคัมภีร์ทาลามัทที่ชาวยิวได้มอบให้แก่ออสการ์ ชินด์เลอร์ในตอนจบของภาพยนตร์ที่ว่า “Whoever saves one life, saves the world entire.”

HOTEL RWANDA (2004) รวันดา ความหวังไม่สิ้นสูญ

Hotel Rwanda เป็นภาพยนตร์ดราม่าปี 2004 ที่กำกับโดย Terry George ดัดแปลงมาจากบทภาพยนตร์ที่ร่วมเขียนโดย George และ Keir Pearson และนำแสดงโดย Don Cheadle และ Sophie Okonedo รับบท Paul Rusesabagina และเมียของเขา Tatiana จากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวรวันดาซึ่งเกิดขึ้นในฤดูใบไม้ผลิปี 1994 ภาพยนตร์เรื่องนี้บันทึกความพยายามของ Rusesabagina ในการช่วยชีวิตครอบครัวของเขาและผู้ลี้ภัยคนอื่น ๆ อีกกว่าพันคนโดยให้ที่พักพิงในHôtel des Mille Collines ที่ถูกปิดล้อม [3] โรงแรมรวันดาสำรวจการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์การคอรัปชั่นทางการเมืองและผลกระทบของความร้ายแรง [4]

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการร่วมผลิตระหว่าง United Artists และ Lions Gate Films และเผยแพร่ในเชิงพาณิชย์โดย United Artists ตามโรงละครและโดย Metro-Goldwyn-Mayer สำหรับสื่อในบ้าน Hotel Rwanda เปิดตัวในโรงภาพยนตร์ในจำนวน จำกัด ในสหรัฐอเมริกาช่วงวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2547 และเปิดตัวในวงกว้างช่วงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 ทำรายได้จากการขายตั๋วในประเทศมากกว่า 23 ล้านดอลลาร์ มีรายได้เพิ่มอีก 10 ล้านดอลลาร์ในธุรกิจจากการเปิดตัวในต่างประเทศจนติดชั้นยอดขายรวมเกือบ 34 ล้านดอลลาร์ในรายรับรวม

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงหลายรางวัลรวมทั้งการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม (Cheadle), ดาราหนังสมทบหญิงยอดเยี่ยม (Okonedo) และบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม
ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2537 ความตึงเครียดระหว่างชาวฮูตูและชาวทุตซีนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดาซึ่งการคอร์รัปชั่นและการรับสินบนระหว่างนักการเมืองเป็นกิจวัตร Paul Rusesabagina ผู้จัดการของHôtel des Mille Collines เป็น Hutu แต่ Tatiana เมียของเขาชื่อ Tutsi การแต่งงานของพวกเขาเป็นที่มาของความขัดแย้งกับกลุ่มหัวร้ายแรงชาวฮูตูรวมทั้งจอร์ชรูตากันดาผู้จัดหาสินค้าให้กับโรงแรมซึ่งเป็นผู้นำท้องถิ่นของอินเทอราฮัมเวซึ่งเป็นกองกำลังอาสาสมัครชาวฮูตูที่โหดเหี้ยม

ในขณะที่สภาวะทางการเมืองในประเทศเลวร้ายลงหลังจากการลอบฆ่าประธานาธิบดีพอลและครอบครัวของเขาสังเกตเห็นเพื่อให้นบ้านที่ถูกฆ่าซึ่งเป็นจุดเริ่มของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ พอลแกงเป็นที่ชื่นชอบของคนที่มีอิทธิพลติดสินบนพวกเขาด้วยเงินและแอลกอฮอล์พยายามรักษาอิทธิพลให้เพียงพอเพื่อให้ให้ครอบครัวของเขาปลอดภัย เมื่อสงครามกลางเมืองปะทุขึ้นเจ้าหน้าที่ทัพรวันดาคุกคามพอลและเพื่อให้นบ้านพอลแทบไม่สนทนาเรื่องความปลอดภัยของพวกเขาและพาพวกเขาไปที่โรงแรม เมื่อกลับมาพร้อมกับพวกเขาเขาพบว่า Gregoire พนักงานต้อนรับของเขาครอบครองห้องประธานาธิบดีขู่ว่าจะไล่พวกเขาออกไปหากเขาถูกไล่ออกจากงาน

ผู้อพยพจำนวนมากเดินทางมาที่โรงแรมจากค่ายผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติที่มีภาระหนักเกินไปสภากาชาดและสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าต่าง ๆ ซึ่งทาเทียนาค้นหาพี่ชายน้องสะใภ้และหลานสาวสองคนของคุณอย่างสิ้นหวัง เมื่อสภาวะร้ายแรงขึ้นพอลต้องหันเหความสนใจของทหารฮูตูดูแลผู้ลี้ภัยปกป้องครอบครัวและรักษารูปลักษณ์ของโรงแรมที่ใช้งานได้ ในที่สุดเขาก็ได้รับความคุ้มครองจากนายพล Augustin Bizimungu ของทัพรวันดาซึ่งขู่ว่า Gregoire จะกลับมาทำงาน

พอลและเกรกัวร์มีของใช้เหลือน้อยจึงขับรถไปเก็บของใช้ในโรงแรมจากจอร์ชรูตากันดาและได้เห็นตัวประกันชาวทุตซีถูกปฏิบัติอย่างร้ายแรงโดยกองกำลังอาสาสมัครฮูตู จอร์ชอธิบายกับพอลว่าเงิน “แมลงสาบรวย” จะไม่มีค่าเพราะชาวทุตซิสทั้งหมดต้องตาย พอลแสดงความไม่เชื่อว่ากลุ่มหัวร้ายแรงชาวฮูตูจะกวาดล้างชาวทุตซิสทั้งหมด แต่จอร์ชตอบว่า “ทำไมไม่เรามาถึงครึ่งทางแล้ว”

พวกเขากลับไปที่โรงแรมท่ามกลางความมืดและหมอกหนาบนถนนที่จอร์ชแนะนำ จนถึงจุดหนึ่งพอลเชื่อว่าพวกเขาออกไปนอกถนนและบอกให้ Gregoire หยุด เมื่อพอลออกจากรถเขาเห็นถนนริมแม่น้ำเต็มไปด้วยศพและตระหนักว่าจอร์ชถูกต้องในการประเมินว่าชาวทัทซิสครึ่งหนึ่งตายไปแล้ว

กองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติซึ่งนำโดยพันเอก Oliver ชาวแคนาดาไม่สามารถดำเนินการอย่างแน่วแน่ต่อ Interahamwe ได้เนื่องด้วยเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพถูกห้ามไม่ให้แทรกแซงในความขัดแย้งและป้องกันการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ชาวต่างชาติอพยพออกไป แต่ชาวรวันดาถูกทิ้งไว้เบื้องหน้า เมื่อกองกำลังสหประชาชาติพยายามอพยพกลุ่มผู้ลี้ภัยรวมทั้งครอบครัวของพอล Gregoire ทรยศพวกเขาโดยแจ้งให้ Interahamwe ทราบถึงการอพยพและพวกเขาถูกซุ่มโจมตีและถูกบังคับให้หันหลังกลับ

ในความพยายามครั้งสุดท้ายเพื่อให้ช่วยชีวิตผู้ลี้ภัยพอลอ้อนวอนจากนายพลบิซิมังกู อย่างไรก็ตามเมื่อเงินสินบนของพอลไม่ได้ผลอีกต่อไปเขาก็แบล็กเมล์นายพลโดยขู่ว่าเขาจะพยายามเป็นอาชญากรสงครามหากเขาไม่ช่วย หลังจากนั้นไม่นานครอบครัวของพอลและผู้ลี้ภัยในโรงแรมก็สามารถออกจากโรงแรมที่ถูกปิดล้อมได้ในขบวนรถของสหประชาชาติ พวกเขาเดินทางผ่านฝูงผู้ลี้ภัยและกองกำลังอาสาสมัครที่ล่าถอยเพื่อให้ไปสู่ความปลอดภัยหลังแนวกบฏทุตซีและกลับมารวมตัวกับหลานสาวอีกที

การ์ดไตเติ้ลตอนท้ายอธิบายว่าพอลช่วยผู้ลี้ภัยชาวทุตซีและฮูตูอย่างน้อย 1,200 คน เขาและครอบครัวซึ่งเป็นลูกบุญธรรมของหลานสาวทั้งสองย้ายไปอยู่ที่เบลเยียม แต่ไม่พบโทมัสพี่ชายของทาเทียนาและเมียของเขา การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สิ้นสุดลงในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2537 เมื่อกลุ่มกบฏทุตซีเฉดหัวไล่กองกำลังทหารฮูตูและอินเตราฮัมเวผ่านพรมแดนไปสู่คองโก อย่างน้อยหนึ่งล้านคนเสียชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ จอร์จและนายพลถูกพิจารณาคดีและถูกตัดสินติดคุกในข้อหาก่ออาชญากรรมสงคราม

The Notebook – รักคุณหมดใจ ขีดไว้ให้โลกจารึก

The Notebook เป็นภาพยนตร์โรแมนติกดราม่าที่กำกับโดย Nick Cassavetes ปี 2004 เขียนโดย Jeremy Leven และ Jan Sardi สร้างจากนวนิยายปี 1996 ที่มีชื่อเดียวกันโดย Nicholas Sparks ภาพยนตร์เรื่องนี้นำแสดงโดย Ryan Gosling และ Rachel McAdams ในฐานะคู่แต่งงานชายหนุ่มสาวที่ตกหลุมรักกันในปี 1940 เรื่องราวของพวกเขาถูกอ่านจากสมุดบันทึกในยุคปัจจุบันโดยชายสูงวัย (รับบทโดยเจมส์การ์เนอร์) เล่านิทานให้เพื่อให้นร่วมบ้านคนชรา (รับบทโดย Gena Rowlands ซึ่งเป็นแม่ของ Cassavetes)

โน้ตบุ๊กได้รับคำวิจารณ์ที่หลากหลายโดยทั่วไป แต่ทำผลงานได้ดีในบ็อกซ์ออฟฟิศและได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลอย่างมากได้รับรางวัล Teen Choice Awards แปดรางวัลดาวเทียมและ MTV Movie Award ภาพยนตร์เรื่องนี้เปลี่ยนเป็นหนังแนวนอนหลับ [3] [4] และได้รับการติดตามลัทธิ [5] [6] ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2012 ABC Family ได้ฉายรอบปฐมทัศน์เวอร์ชันขยายพร้อมกับฉากที่ถูกลบซึ่งเพิ่มกลับเข้าไปในโครงเรื่องดั้งเดิม

ที่บ้านพักคนชราสมัยใหม่ Duke ชายชราอ่านเรื่องราวโรแมนติกจากสมุดบันทึกของเขาให้ผู้ป่วยคนหนึ่งฟัง

ในปี 1940 ที่เกาะ Seabrook รัฐเซาท์แคโรไลนาโนอาห์คาลฮูนคนงานตัดไม้ผู้น่าสงสารได้เห็นอัลลิสัน “อัลลี” แฮมิลตันผู้สืบสกุลสาววัย 17 ปีในงานรื่นเริงไล่ตามคุณและพวกเขาก็มีความโรแมนติกในฤดูร้อน หลังจากออกเดทหลายสัปดาห์โนอาห์พาอัลลีไปที่บ้านร้างที่เขาตั้งอกตั้งใจจะซื้อให้พวกเขา พวกเขาพยายามมีเซ็กส์เป็นนัดแรก แต่ฟินเพื่อให้นของโนอาห์ขัดจังหวะด้วยข่าวที่ว่าพ่อแม่ของอัลลีให้ตำรวจตามหาคุณ ด้วยเหตุว่าความแตกต่างในชนชั้นทางสังคมพ่อแม่ของอัลลีจึงไม่ชอบโนอาห์และพนันกับความเกี่ยวพันตั้งแต่ตอนแรก

เมื่อแอลลีและโนอาห์กลับไปที่คฤหาสน์ของพ่อแม่แอนน์แม่ของแอลลีด่าโนอาห์อย่างไร้ความปรานีเพราะสถานะทางสังคมของเขาและห้ามไม่ให้คุณเห็นเขา โนอาห์เดินออกไปและอัลลีไล่ตามเขา; การโต้เถียงเกิดขึ้นทำให้อัลลีเลิกกับโนอาห์ในเวลาที่ร้อนแรง เช้าวันรุ่งขึ้นแอนน์ประกาศว่าครอบครัวจะกลับบ้านที่ชาร์ลสตันในวันเดียวกันนั้น แอลลีพยายามติดต่อโนอาห์ แต่ไม่พบเขาจึงขอให้ฟินบอกโนอาห์ว่าคุณรักเขา เมื่อโนอาห์ได้รับข้อความเขารีบไปที่บ้านของอัลลีเพียงเพื่อให้จะพบว่าบ้านหลังนี้มีรั้วรอบขอบชิดและว่างเปล่า

โนอาห์เขียนจดหมายความว่าอัลลีทุกวันตรงเวลาหนึ่งปี แต่ต่อมามีการเปิดเผยว่าแม่ของอัลลีดักฟังจดหมายเพื่อให้ไม่ให้พวกเขาไปถึงอัลลี หลังจาก 365 จดหมายโนอาห์ก็ยอมแพ้และหยุดเขียน ในขณะที่อยู่ห่างกันโนอาห์ขอร่วมกับฟินเพื่อให้ต่อสู้ในสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งฟินถูกฆ่าตายในสนามรบ อัลลีอาสาเป็นผู้ช่วยพยาบาลในโรงพยาบาลสำหรับทหารที่ได้รับบาดเจ็บซึ่งคุณได้พบกับกัปตันลอนแฮมมอนด์จูเนียร์ทนายความชายหนุ่มที่ได้เงินมาจากภาคใต้ หลังจากอยู่ด้วยกันไม่กี่ปีทั้งสองก็หมั้นกันเพื่อให้ความสุขของพ่อแม่ของอัลลี

เมื่อโนอาห์กลับมาจากสงครามพ่อของเขาได้ขายบ้านของพวกเขาเพื่อให้ให้โนอาห์ซื้อบ้านที่ถูกทิ้งร้าง ในขณะที่ไปที่ชาร์ลสตันโนอาห์สะดุดเมื่อเห็นอัลลีและไล่ตามคุณไปเพื่อให้เป็นพยานจูบแอลลีและลอนที่ร้านอาหารแค่นั้นเขาปลอบตัวเองว่าถ้าเขาตกแต่งบ้านใหม่อัลลีจะกลับมาหาเขา ภายหลังที่โนอาห์ไม่ได้เห็นหรือได้ยินจากโนอาห์มาหลายปีในขณะที่อัลลีกำลังสวมชุดแต่งงานของคุณคุณก็ต้องสะดุ้งและเป็นลมเมื่อเห็นในหนังสือพิมพ์ว่าโนอาห์ได้สร้างบ้านให้เสร็จบริบูรณ์ตามข้อกำหนดที่คุณทำไว้เมื่อหลายปีก่อนและกำลังพยายามขาย มัน.

แอลลีจมอยู่กับความทรงจำและความรู้สึกที่ค้างคาที่มีต่อโนอาห์และขออนุญาตจากลอนเพื่อให้เดินทางก่อนงานแต่งงาน คุณกลับไปที่ซีบรูคเพื่อให้พบว่าโนอาห์อาศัยอยู่ในบ้านในฝันของพวกเขา ทั้งสองหวนคืนความเกี่ยวพันและมีเซ็กส์กันในที่สุด หลายวันต่อมาแอนน์ปรากฏตัวที่หน้าประตูบ้านของโนอาห์เพื่อให้เตือนอัลลีว่าลอนตามคุณไปที่ซีบรูค แอนน์เผยว่าในวัยเด็กคุณเคยรักกับชายชายหนุ่มชนชั้นล่างและยังคงนึกถึงเขาอยู่ จากนั้นแอนน์ก็ให้จดหมายที่โนอาห์เขียนถึงอัลลีเพื่อให้เป็นการยอมรับว่าคุณซ่อนไว้จากอัลลี ต่อจากนั้นแอลลียอมรับกับลอนว่าคุณได้ใช้เวลาอยู่กับโนอาห์และในที่สุดก็กลับมามีความเกี่ยวพันกับโนอาห์

ในการเล่าเรื่องปัจจุบันเผยให้มองว่าแท้จริงแล้วหญิงชราคนนี้คืออัลลีที่ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมและดยุคคือโนอาห์สามีของคุณ หลายปีที่ผ่านมาในช่วงแรกของความเจ็บป่วยของคุณอัลลีได้รับคำสั่งจากอัลลีให้อ่านวารสารของพวกเขาอีกรอบเพื่อให้ช่วยให้คุณระลึกถึงอดีตของคุณ วันหนึ่งในช่วงอ่านหนังสือคุณจำโนอาห์ได้สั้น ๆ และอยากให้พวกเขาหนีไปด้วยกัน เขาเตือนคุณถึงภาวะสมองเสื่อมและคุณถามว่านานมากแค่ไหนก่อนที่คุณจะลืมอีกทีและโนอาห์บอกคุณว่าครั้งสุดท้ายที่มันเกิดขึ้นมันตรงเวลาประมาณห้านาที

คุณร้องไห้และพวกเขาก็โอบกอด แต่ในไม่ช้าแอลลีก็ลืมว่าโนอาห์คือใครอีกรอบและด้วยความตื่นตระหนกที่ตามมาบุคลากรทางการแพทย์จึงต้องทำให้คุณใจเย็น โนอาห์เกิดอาการหัวใจวายและถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลในขณะที่แอลลีถูกส่งตัวไปที่หอผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมในโรงพยาบาลเดียวกัน โนอาห์ไปเยี่ยมห้องของอัลลีตอนเที่ยงคืนทำให้คุณจำเขาได้อีกที เขาเตือนคุณถึงความเจ็บป่วยของคุณอีกรอบแม้ว่าเขาจะทำให้คุณมั่นใจว่าพวกเขาสามารถทำอะไรก็ได้ด้วยความรักที่พวกเขาแบ่งปัน พวกเขาจูบจับมือและหลับไปด้วยกันโดยโนอาห์บอกอัลลีว่า “ฉันจะเจอคุณ” ในตอนเช้าพยาบาลพบว่าทั้งคู่เสียชีวิตในขณะหลับโดยที่มือทั้งสองยังคงประสานกัน

เรื่อง Monstrum ตอนที่2

คำสั่งองค์จักรพัตราธิราช จากนั้นเขาได้เดินทางไปยังเมืองหลวงพร้อมกับ มยอง และ ซัง ฮาน ตรงเวลากว่า 10 ปี ที่เขาไม่ได้กลับสู่เมืองหลวง ตอนนี้เขาต้องกลับมาอีกทีพร้อมภาระหน้าที่อันใหญ่หลวง เมื่อเขากลับมาถึงเมืองเขาได้พบกับบ้านเมืองที่วุ่นวาย ความร้ายแรง และความแร้นแค้นของประชาชนภายในเมือง.หลักฐาน คน หรือ อสูรร้ายในวันที่ฟ้าหม่น ฝนเทไม่ขาดสาย ยุน กยอม, มยอง, ซัง ฮาน และพลทหาร ฮอ ได้ไปสืบคดีในที่ที่ผู้คนถูกฆ่าใกล้กับ ประตูท่าดอน อุย กลุ่มนักเวทย์ที่กำลังประกอบพิธีถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมเหมือนกับฉากที่หลุดมาจากฝันร้าย ร่างกายถูกฉีกขาดเป็นชิ้น ๆ เลือดกระจายนองเต็มทุกที่ ภายหลังที่ดูหลักฐานอย่างถี่ถ้วน ยุน กยอม รับรองว่านี่เป็นความสามารถของมนุษย์ ไม่ใช่อสูรที่ทำแบบงี้ แล้วใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหน้าการฆ่าโหดคราวนี้ ในวันเดียวกันกลุ่มทหารทัพหนึ่งได้ถูกโจมตีโดยอสูรร้าย และเหยื่อถูกขย้ำฉีกขาดเป็นชิ้น ๆ ในขณะที่พวกเขากำลังเคลื่อนพลผ่านเขาอินวังซาน เหยื่อรายหนึ่งได้หนีรอดออกมาได้ และออกไปป่าวประกาศกลางเมืองว่า “อสุรกาย” ก่อนที่เขาจะล้มฟุบไปและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ยุน กยอม ได้เดินทางไปยังสถานที่เกิดเหตุนั้น แต่คราวนี้เขาพบว่ามันไม่ใช่ความสามารถมนุษย์ แต่กลับพบหลักฐานอย่างเช่น เมือกของสัตว์แปลก กระจายไปทั่วที่ดิน หรือว่านี่จะเป็น “อสุรกาย” ที่ผู้คนกล่าวถึงการค้นหาได้เริ่มขึ้นที่เขาอินวังซานองค์พระราชาธิราชได้เกณฑ์ทหารและประชาชนมาเพื่อให้ค้นหาตัวสัตว์แปลก กลุ่มประชาชนนั้นนำโดย ยุน กยอม พร้อมด้วย มยอง และซัง ฮาน ส่วนหน่วยค้นหาของทหารนำโดยนายพล จิน ยอง ความกดดันได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากกลุ่มประชาชนและกลุ่มทหารที่ไม่ค่อยเข้ากันดีนัก เมื่อเข้าไปในป่าลึกขึ้น ๆ ทั้ง 2 กลุ่มต้องผงะหงายกับกลิ่นคลุ้งโชย ยุน กยอม ได้พบเมือกอีกรอบ มันคือ “สัตว์ร้าย” หรือมันคือ “อสุรกาย” กันแน่ เมื่อเดินลึกเข้าไป ลุงแก่คนหนึ่งได้พลัดหลงกับกลุ่ม ทุกคนจึงได้ร่วมกันออกค้นหาลุงคนนั้น แล้วพวกเขาก็ได้พบกับซากกระดูกของสัตว์อย่างมากหลายชนิด ยิ่งไปกว่านั้นคือการได้พบรอยเท้าอันมหึมาของอสูรร้าย ขณะที่ ยุน กยอม กาลังศึกษาหลักฐานอยู่นั้นเขาก็ได้กลายเป็นเป้านิ่งของกลุ่มทหารที่นำโดย ยิน จอง ที่พยายามจะผลักเหล่าประชาชนให้ตกไปยังหลุมมหึมาที่เต็มไปด้วยซากศพมนุษย์เมื่อประชาชนถูกล้อมหน้าล้อมหลังด้วยทหาร พวกเขาถูกผลักให้ตกลงไปยังหลุมมหึมานั้น ยุน กยอม และ ซัง ฮาน ได้ปีนลงไปเพื่อให้ช่วยเหลือ