Home » ดูหนังใหม่ออนไลน์ » Schindler’s List ชะตากรรมที่โลกไม่ลืม

Schindler’s List ชะตากรรมที่โลกไม่ลืม

ย้อนไปช่วงเริ่มของสงครามโลกครั้งที่สอง ขณะนั้นเยอรมันได้บุกประเทศต่างๆและทำการกวาดล้างชาวยิวในเมือง ต่างๆทั้งในเยอรมันเองและในประเทศที่เยอรมันยึดได้
ช่วงนั้น Oskar Schindler (รับบทโดย Liam Neeson) นักธุรกิจชาวเยอรมันได้ตัดสินใจทำโรงงานผลิตหม้อ(เสบียง)ส่งบำรุงทัพ โดยที่เขาได้ทำการตีสนิททหารในทัพโดยการสินบนเล็กๆน้อยๆเพื่อให้ให้ได้ ปัจจัยในการเริ่มธุรกิจคือโรงงานและแรงงาน(นักโทษชาวยิว)
ในช่วงที่ Schindler บริหารโรงงานของเขานี่เอง เขาก็ได้สัมผัสกับความโหดร้ายของผู้ควบคุมค่ายกักกันอย่าง Amon Goeth (รับบทโดย Ralph Fiennes) ภายในค่ายของAmon นักโทษชาวยิวทุกคนมีสิทธิตายได้ทุกวินาทีแม้จะเป็นด้วยเหตุผลน้อยเช่น “เล็บยาว” เป็นต้น และด้วยความโหดเหี้ยมไร้ความเมตตานี่เอง ทำให้ Schindler เริ่มเปลี่ยนตัวเองจากนายทุนผู้มีลมหายใจเป็นผลประโยชน์ของตน เปลี่ยนเป็นคนที่แสวงหาความเมตตาและความอยู่รอดของเหล่าเชลยทาสชาวยิวที่เขาพบว่าถูกฆ่าอย่างไร้มนุษยธรรมระหว่างสงคราม  การกวาดล้างชาวยิวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชาวยิวที่ถูกจับกุมไปยังค่ายกักกันล้วนต้องพบกับการทารุณกรรมและรอคอยความตายแค่นั้นSchindler เคยแม้กระทั่งโน้มน้าวให้ Amon รู้จักใช้ความเมตตาและการให้อภัยแก่ชาวยิว แต่ก็ไม่สำเร็จ
Schindler เริ่มซื้อแรงงานชาวยิวเผ่านาในโรงงานมากขึ้นๆ โดยเขาอ้างทัพนาซีได้คนงานชาวยิวของพวกเขาล้วนแต่เป็นแรงงานที่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติเพราะแรงงานพวกนี้เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์จำเป็นต่อสงครามทั้งสิ้น  ทัพนาซีจึงละเว้นไม่ส่งคนงานชาวยิวของเขาไปยังAuschwitzเพื่อให้ฆ่า และด้วยเพราะความปลอดภัยที่โรงงานของเขามีมากกว่าในค่ายกักกัน เขาจึงเลือกซื้อคนที่ลำบากอย่างคนแก่ คนพิการ สตรี หรือเด็ก จนเขาต้องตระเวนสินบนเจ้าหน้าที่ทหารนาซีไปทั่ว ในช่วงท้ายสงคราม ฮิตเลอร์ ได้มีคำสั่งให้ฆ่าชาวยิวในค่ายกักกันทั้งหมด Schindler รู้ดีว่าทางรอดเดียวของคนเหล่านั้นคือการเป็นลูกจ้างโรงงานของเขา หากไม่แล้ว ปลายทางของคนเหล่านั้นก็ไม่พ้น “โรงงานฆ่า” อย่างAuschwitzเป็นแน่ ทำให้Schindlerตัดสินใจซื้อชาวยิวเหล่านั้นด้วยเงินมี่เขามีอยู่เกือบทั้งหมด ทำให้เขาผู้เริ่มจากบุรุษที่ร่ำรวยทรัพย์สินเปลี่ยนเป็นคนล้มละลายแทบหมดตัว  Schindlerให้ผู้ช่วยชาวยิวของเขาคือ Itzhak Stern (รับบทโดย Ben Kingsley) ช่วยกันจัดทำรายชื่อชาวยิวทั้งหมดเท่าที่เขามีกำลังจะซื้อได้มาเป็นแรงงานในโรงงานของเขา  และเรียกรายชื่อนี้ว่า Schindler’s List โดยรายชื่อนี้ได้ช่วยชีวิตนักโทษชาวยิวกว่า1,100คน
เมื่อ สิ้นสุดสงคราม Schindler เปลี่ยนเป็นผู้ต้องหาทางสงครามด้วยเพราะแม้ว่าเขาจะช่วยชาวยิวไว้กี่คนก็ตาม เขาก็ยังเป็นเจ้าของโรงงานอาวุธชาวเยอรมันที่มีชื่ออยู่ในทัพนาซี แต่เขาก็ตัดสินใจหนี โดยก่อนที่ Schindler จึงควรหนีไป Stern ได้เก็บลายชื่อของพวกเขา(ชาวยิวทั้งหมดที่ Schindler ช่วยเหลือไว้) พร้อมลายเซ็นต์เป็นหลักฐานความบริสุทธิ์ เผื่อถูกจับกุมพร้อมกับแหวนทอง ที่เป็นสิ่งที่ค่าสิ่งเดียวที่คนยิวเหล่านั้นพอจะมีโดยหลอมจากฟันปลอมของแรงงานยิวคนหนึ่ง ขณะที่ Schindler รับของขวัญท่ามกลางกลุ่มคนยิวของเขา เขาก็เริ่มร้องไห้ เพราะเขานึกถึงสิ่งมีค่าที่เขายังพอมีติดตัวอยู่ อย่างปากกา เข็มกลัด หรือรถที่เขาน่าจะเอาไปขายและซื้อชีวิตช่วยชาวยิวให้ได้มากกว่านี้ สุดท้าย Stern ก็เผ่านากอดและปลอบว่า “มากพอแล้ว.. แค่นี้ก็มากพอแล้ว” และคนยิวของเขาที่อยู่รอบๆก็เผ่านากอดและส่งเขาขึ้นรถเพื่อให้หลบหนีไป
ปัจจุบัน คนยิวของSchindler และลูกหลานของคนเหล่านั้น มีประชากรมากกว่า 6,000 คน (1993 ข้อมูลจากภาพยนต์) โดยฉากสุดท้ายของหนัง ชาวยิวผู้รอดชีวิตเพราะSchindler’s List พร้อมลูกหลาน ได้มาวางหินบนหลุมศพของ Oskar Schindler เพื่อให้เป็นการรำลึกถึงคุณงามความดีเลิศของเขา และรัฐบาลอิสราเอลได้ตั้งชื่อถนนเส้นหนึ่งในกรุงเยรูซาเลมเพื่อให้เป็นเกียรติ แก่ Oskar Schindler ด้วย

วิเคราะห์

                สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ปรากฏให้เห็นถึงความขัดแย้งหลายชนิดในเวทีโลก ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางการเมืองระกว่างกลุ่มประเทศมหาอำนาจในสมัยนั้นอย่างข้างอักษะและข้างสัมพันธมิตร หรือจะเป็นความขัดแย้งด้านเชื้อชาติอย่างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวของฮิตเลอร์ก็ดี ล้วนเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่าเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งสงครามและบ่อนทำลายสันติภาพของมวลมนุษยชาติเป็นอย่างมาก ภาพยนตร์เรื่อง Schindler’s list จึงเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์หนึ่งที่มุ่งจะนำภาพแห่งความโหดร้ายในสมัยสงครามโลกมาถ่ายทอดให้คนในปัจจุบันได้สำนึกถึงความผิดพลาดที่มนุษย์ได้ปฏิบัติลงไปในอดีต ระลึกความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์อย่างมากจนประเมินค่าไม่ได้และพึงรำลึกอยู่เสมอว่าสงครามไม่ได้เป็นวิธีการแก้ปัญหาอันจะนำมาซึ่งสันติภาพ สงครามนั้นมนุษย์สร้างขึ้นได้ สันติภาพและความสงบสุขบนโลกนั้นมนุษย์เราก็สามารถสร้างขึ้นได้เช่นกัน หากแต่ยังมีคนอีกเยอะมากๆที่ไม่เชื่อมั่นในพลังของตนเอง ไม่เชื่อว่าตนในฐานะปัจเจกชนคนเดียวจะสามารถสร้างความแตกต่างในหมู่มวลมนุษยชาติได้ เขากลับคิดว่าเขาลำพังตัวคนเดียวนั้นจะสร้างสันติภาพให้แก่โลกได้อย่างไร ภาพยนตร์เรื่องSchindler’s list จึงเป็นภาพยนตร์ที่เหมาะแก่การ Empowerment หรือการให้พลังและสร้างแรงบันดาลใจแก่คนพวกนี้ให้เชื่อในพลังการเปลี่ยนแปลงของตนเอง ที่แม้ว่าตนจะเป็นปัจเจกชนลำพังธรรมดา ไม่ได้เป็นกลุ่มองค์กรยิ่งใหญ่อะไร ก็สามารถสร้างความแตกต่างเชิงบวกให้เกิดขึ้นในสังคมได้ หรือที่ในภาษาอังกฤษเรียกว่า The Difference One Individual Can Makeนั่นเอง
ออสการ์ ชินด์เลอร์ ได้ผันตัวเองจากชายหนุ่มนักธุรกิจเจ้าสำราญผู้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนผันมาเป็นฮีโร่ช่วยชีวิตชาวยิวในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองก็เพราะเขาได้เห็นความร้ายแรงป่าเถื่อนที่เกิดขึ้นในสังคมโดยเฉพาะความร้ายแรงเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นในสังคมประเทศเยอรมัน การจัดระเบียบปฏิบัติสังคมเยอรมันในสมัยนั้นบีบบังคับให้ชาวยิวเปลี่ยนเป็นกลุ่มชนน่ารังเกียจของสังคม โดยมีการใช้โฆษณาชวนเชื่ออย่างมากล้างสมองชาวเยอรมันว่าชาวยิวนั้นเป็นผู้เผ่านาทำลายอารยธรรมและตักตวงผลประโยชน์จากชาวอารยัน และยังพยายามปลูกฝังความคิดว่าชาวอารยันนั้นเป็นผู้วิเศษสูงส่งไม่ควรอยู่ร่วมกันกับชาวยิว ฮิตเลอร์ผู้นำประเทศเยอรมันจึงมีนโยบายกวาดต้อนชาวยิวในประเทศเยอรมันและโปแลนด์ให้ไปใช้ชีวิตอยู่ในเขตสลัมของเมือง ความเป็นอยู่ของชาวยิวนั้นย่ำแย่มาก ในห้องอพาทเมนท์เล็กๆห้องหนึ่งจะมีคนยิวไม่น้อยกว่าสิบคนใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน พวกเขาอดอยาก โดนยึดทรัพย์สิน และใช้ชีวิตอยู่โดยไม่มีสวัสดิการสังคมใดๆมารองรับ พวกเขาถูกล้อเลียนและกลั่นแกล้งต่างๆนาๆ ในระหว่างนั้นทางรัฐบาลจะทำการคัดชาวยิวที่พวกเขาคิดว่า “มีประโยชน์” ให้ไปอยู่ในค่ายกักกันเพื่อให้ใช้เป็นแรงงาน ส่วนคนที่ทางรัฐคิดว่าไร้ประโยชน์นั้นจะถูกส่งไปยังค่ายฆ่าเพื่อให้จับโกนหัว แก้ผ้า และรมควันปลิดชีวิต ซึ่งความเป็นอยู่ของชาวยิวในค่ายกักกันนั้นก็ห่างไกลกับคำว่าสุขสบายมากนัก ด้วยเพราะมีการทารุณกรรมเกิดขึ้นในค่ายอยู่ตลอดเวลา พวกเขาถูกบังคับให้ทำงานวันละหลายชั่วโมงโดยได้กินอาหารเพียงน้อยนิด หากใครแสดงอาการว่าเหนื่อยแล้วหยุดพักก็จะโดนเฆี่ยนตีหรือยิงทิ้งที่ตรงนั้นเสีย และเป็นอันที่รู้กันดีว่าค่ายกักกันก็เป็นเพียงสถานีพักระหว่างทางไปค่ายฆ่าแค่นั้นสุดท้ายแล้วไม่ว่าชาวยิวคนนั้นจะมีประโยชน์หรือเปล่าก็ตาม ต่างก็ต้องถูกส่งตัวไปปลิดชีวิตที่ค่ายฆ่าอยู่ดี  โดยคำว่า “มีประโยชน์และไร้ประโยชน์” ที่รัฐบาลใช้เป็นมาตรฐานในการคัดชาวยิวนั้นไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานว่า ‘คุณทำอาชีพอะไรหรือมีความรู้เชี่ยวชาญด้านใด’ แต่กลับตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า ‘คุณได้ทำอะไรที่จำเป็นต่อรัฐไหม’ ฉากขอใบอนุญาตที่อยู่อาศัยสำหรับคนยิวนั้นเป็นตัวอย่างที่ดีตัวอย่างกนึ่งจากภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยหากชาวยิวคนใดไม่มีใบอนุญาตนี้จะถูกจับส่งไปค่ายกักกันเพื่อให้รอประหาร ในฉากนั้น มีชายคนหนึ่งกำลังขอใบอนุญาตอยู่ เมื่อเขาถูกถามว่าเขาทำอาชีพอะไร เขาตอบว่า “ผมเป็นศาตราจารย์สอนวรรณกรรมและปรัชญาอยู่ที่มหาวิทยาลัยมิวนิค” เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจ้าหน้าที่จึงปฏิเสธการออกใบอนุญาตให้ทันทีเพราะมองว่าอาชีพหรือความเชี่ยวชาญของเขานั้น ’ไร้ประโยชน์’ ชาวยิวคนนั้นจึงตอบกลับมาว่า ‘นับตั้งแต่ไหร่กันที่วรรณกรรมและปรัชญาไม่มีประโยชน์?’ สุดท้ายชาวยิวคนนี้จึงถูกส่งไปค่ายกักกันในที่สุดเพราะเขาไม่มีใบอนุญาต แต่ชาวยิวคนต่อมา เมื่อถูกเจ้าหน้าที่ถามว่ามีอาชีพอะไร เขาตอบว่า “ผมเป็นคนงานในโรงงานผลิตหม้อสำหรับทัพ” เจ้าหน้าที่คนดังที่กล่าวผ่านมาแล้วกลับออกใบอนุญาตสำหรับชาวยิวให้ทันที จะเห็นได้ว่า รัฐบาลเยอรมันตีความคุณค่าของคนยิวเป็นเพียงแค่เครื่องมือที่ทำประโยชน์ต่อสงครามเพียงแค่นั้นหากใครไร้ประโยชน์ก็กำจัดทิ้งซะ เมื่อมามองย้อนกลับไปดูแล้ว ทำให้เราต้องตั้งคำถามว่า ‘นี่หรือคือค่าของคน’ ´เรามีสิทธิตัดสินใจว่ามนุษย์คนหนึ่งมีค่าไหมมีค่าได้ด้วยหรือ´ ‘เคยมีใครกำหนดให้คนกลุ่มหนึ่งมีความสูงส่งกว่าอีกกลุ่มหนึ่งด้วยหรือ’ มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะชาติใดหรือเพศใด ล้วนเกิดมาพร้อมเกียรติภูมิและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ เราต่างมีความเท่าเทียมกัน มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ มีสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคด้วยกันทั้งนั้น แต่ชาวยิวในสมัยลงครามโลกครั้งที่สองกลับถูกลิดรอนสิทธิกลุ่มนี้ไปเสียหมด ด้วยเพราะชาวเยอรมันเชื่อว่าเชื้อชาติสกปรกเช่นพวกยิวนั้นไม่สมควรจะได้รับสิ่งกลุ่มนี้ จึงก่อให้เกิดความร้ายแรงเชิงโครงสร้างจากการจัดกฎระเบียบสังคมของนโยบายฮิตเลอร์และเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างโหดเหี้ยมทารุณกับชาวยิวอย่างมาก ออสการ์ ชินด์เลอร์เองก็เป็นหนึ่งในชาวเยอรมันเชื้อสายอารยันที่ทางรัฐยกย่องว่าเป็นผู้มีเชื้อชาติที่สะอาดและบริสุทธิ์ที่สุด แต่ตัวเขาเองกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น เขาปฏิบัติต่อคนยิวเหมือนเพื่อให้น คอยช่วยเหลือและปกป้องดูแลเช่นเดียวกันกับครอบครัว ชินด์เลอร์เห็นความโหดเหี้ยมทารุณอย่างมากที่ทหารเยอรมันทำต่อชาวยิว  พวกเขาลำบาก ไม่มีอาหาร ถูกรังควาน และถูกฆ่าในวิธีที่โหดร้ายที่สุดเท่าที่จะมีได้ แต่ชาวเยอรมันส่วนใหญ่หลับนิ่งเฉยไม่สนใจต่อความลำบากและความเจ็บปวดของเพื่อให้นมนุษย์ด้วย ผยองคิดว่าตนนั้นสูงส่งกว่าเขา ชินด์เลอร์จึงตัดสินใจว่าตนจะอยู่นิ่งเฉยต่อปัญหาความร้ายแรงนี้เหมือนดั่งเช่นชาวเยอรมันคนอื่นไม่ได้ เขาต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ช่วยเหลือเพื่อให้นมนุษย์ชาวยิวกลุ่มนี้ หากคำว่า ‘มีประโยชน์และไร้ประโยชน์’ จะเป็นตัววัดว่าชาวยิวคนใดจะถูกส่งไปฆ่า เขาจึงพยายาม ‘ทำให้’ชาวยิวเหล่านั้นเปลี่ยนเป็นคน ‘มีประโยชน์’ ให้ได้มากที่สุดด้วยการตีสนิทติดสินบนกับทหารชั้นสูงอย่างมากเพื่อให้ที่จะได้ซื้อตัวชาวยิวในค่ายกักกันมาเป็นคนงานในโรงงานของเขาซึ่งเป็นโรงงานสำหรับผลิตอาวุธและเครื่องครัวให้แก่ทัพ ชินด์เลอร์ตัดสินใจทุ่มเงินเกือบทั้งหมดซื้อตัวชาวยิวเท่าที่เขาพอจะมีกำลังซื้อได้เป็นจำนวน 1,200 คนซึ่งล้วนแต่เป็นคนที่ไม่สมประกอบ พิการบ้าง เด็กบ้าง สตรีบ้าง ทำให้นายทหารอย่างมากต่างสงสัยว่าคนยิวไม่สมประกอบเหล่านั้นจะทำประโยชน์แก่โรงงานเขาได้อย่างไร แต่ชินด์เลอร์กลับไม่สนใจ เขาร่างรายชื่อชาวยิวที่ลำบากและต้องการความช่วยเหลือเพื่อให้ซื้อและทำให้พวกเขาเปลี่ยนเป็นชาวยิวที่ ‘มีประโยชน์’ ด้วยการนำพวกเขามาฝึกทำงานและรับเลี้ยงดูเป็นอย่างดี โดยเป็นที่รู้กันว่าหากชาวยิวเหล่านั้นเป็นคนงานของคุณชินด์เลอร์แล้วละก็ จะไม่มีใครถูกส่งไม่ค่ายฆ่าหรือค่ายกักกันเป็นแน่ มีหลายครั้งที่ทหารชั้นสูงเกิดเคลือบแคลงใจในพฤติกรรมของชินด์เลอร์ที่ดูจะเป็นห่วงเป็นใยเชื้อชาติศัตรูเสียเหลือเกิน จนครั้งหนึ่งมีคำสั่งมาให้นำคนงานของชินด์เลอร์ไปค่ายฆ่า ชินด์เลอร์รู้เข้าและเร่งไปช่วยคนงานของเขาอย่างไม่เกรงกลัวต่ออำนาจเบื้องสูง เขาต่อสู้และช่วยชีวิตคนงานของเขาอย่างที่ไม่เคยมีชาวเยอรมันคนใดเคยทำมาก่อน พฤติกรรมอันเป็นห่วงเป็นใยต่อเพื่อให้นมนุษย์และความอุทิศตนของออสการ์ ชินด์เลอร์นั้นฝังอยู่ในใจชาวยิวไม่รู้ลืม เหมาะที่จะได้รับเรียกว่า ‘วีรบุรุษ’ เป็นอย่างมาก

มาถึงจุดนี้แล้วหลายท่านอาจสงสัยว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้เหมาะแก่การEmpowermentอย่างไร จะเห็นได้ว่าออสการ์ ชินด์เลอร์ไม่ได้สนใจว่าเขาจะเป็นชาวเยอรมันคนเดียวที่คิดจะช่วยชาวยิว เขาไม่ได้สนใจว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร เขาไม่ได้สนใจว่าเพียงแค่เขาคนเดียวจะสามารถช่วยชาวยิวได้ไหม เขาสนใจก็แค่ว่าเขาทนนิ่งเฉยต่อปัญหานี้ไม่ได้และต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง เขาเชื่อในพลังของปัจเจกบุคคลว่าสามารถก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมได้ เขาจึงเริ่มช่วยเหลือชาวยิวด้วยการซื้อตัวมาเป็นคนงาน เขาไม่สนใจในคุณค่าทรัพย์สินของเขาที่จำเป็นที่จะต้องเสียไป แต่เขากลับให้ความสำคัญกับคุณค่าชีวิตของชาวมากกว่า นอกจากนั้น การช่วยเหลือชาวยิวในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองสำหรับคนเยอรมันแล้วเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นพฤติกรรมของออสการ์ชินด์เลอร์ถือเป็นความประพฤติปฏิบัติที่สุ่มเสี่ยงต่อการโดนจับและลงโทษเป็นเป็นอย่างมาก แต่เขาไม่เกรงกลัวต่ออำนาจเบื้องสูงที่ควรต้องเผชิญ เขากลับใช้มันให้เป็นประโยชน์ด้วยการตีสนิทกับนายทหารชั้นสูงและติดสินบนอย่างมาก เขายอมเสี่ยงเพียงเพื่อให้จะแลกกับสิทธิในการมีชีวิตอยู่ของชาวยิวคนที่สังคมต่างประณามว่าเป็นศัตรูกับชนชาติเยอรมัน ออสการ์ ชินด์เลอร์ลุกขึ้นสู้เพียงลำพังและเชื่อในพลังการเปลี่ยนแปลงของตนเอง ทุกวันนี้ชาวยิวจำนวน1200คนที่เขาเคยช่วยชีวิตไว้ในสมัยสงครามโลกได้ออกลูกออกหลานสืบสกุลมาแล้วมากกว่า 6000 คน เป็นอันที่ประจักษ์ชัดเจนแล้วว่าการอุทิศตนของคนเพียงคนเดียวก็สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ จากนักธุรกิจกระหายผลกระโยชน์คนหนึ่งกลับต่อชีวิตให้ชาวยิวไปกว่า1200คนและให้โอกาสชาวยิวอีก6000กว่าคนได้มีโอกาสลืมตาดูโลก ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ผู้รับชมบางคนที่อาจกำลังนิ่งเฉยต่อปัญหาสังคมที่รายล้อมพวกเขาอยู่เพียงเพราะเขาไม่เชื่อในพลังการเปลี่ยนแปลงของตนเอง ไม่เชื่อว่าตนเพียงลำพังจะก่อให้เกิดความแตกต่างเชิงบวกในสังคมได้ กลับมาลุกขึ้นสู้เพื่อให้ความถูกต้อง ลำพังเพียงคนเดียวก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเล็กๆขึ้นมาได้ และหากหลายๆคนร่วมใจกัน การเปลี่ยนแปลงเล็กๆเหล่านั้นก็จะรวมกันเป็นการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ที่จะทำให้โลกเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเหมาะแก่การEmpowermentเป็นอย่างมาก ด้วยเพราะมันได้ส่งข้อความให้กำลังใจผู้ชมว่าการทำดีแม้เพียงเล็กๆ ก็สามารถแปลงเป็นความประพฤติที่ยิ่งใหญ่ได้ ดังคำสุภาษิตภาษาฮีบรูจากคัมภีร์ทาลามัทที่ชาวยิวได้มอบให้แก่ออสการ์ ชินด์เลอร์ในตอนจบของภาพยนตร์ที่ว่า “Whoever saves one life, saves the world entire.”